มีลูกอายุตำ่กว่า 3 ปี ควรระวังจอ อย่าให้เด็กน้อย จับมือถือ ดูทีวี (และวิธีลดผลกระทบ)

0
525
เด็กเล่น ไอแพด ipad แทปเลต
(Last Updated On: September 16, 2019)

มีการทดลองหนึ่งที่ให้ คุณพ่อคุณแม่บอกวิธีหาของเล่นที่ซ่อนไว้กับเด็กอายุ 2 ขวบ ซึ่งเด็กก็สามารถหาได้อย่างง่ายดาย แต่เมื่อให้ดูวีดีโอแนะนำวิธีการหาของเล่นที่ซ่อน เด็กกลับไม่สามารถหาได้ซะยังงั้น

ทำไม เบบี๋และเด็กเรียนรู้จากสื่อบนจอได้ยาก

ทุกๆวัน เด็กเล็กๆจะซึมซับเรื่องใหม่ๆจากสิ่งรอบตัวเสมอ จากนั้น เด็กๆจะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาใช้ในชีวิตประจำวันเรื่อยๆ เช่น

เมื่อคุณพ่อคุณแม่ อ่านสมุดนิทานเรื่อง “ผมอยากเป็นหมอ” ให้หนูน้อย 2 ขวบฟัง ถ้าน้องสนใจเรื่องการฉีดยาเป็นพิเศษ คุณก็เดาได้เลยว่า วันถัดมาน้องจะเล่นเป็นหมอไล่จิ้มเข็มฉีดยากับตุ๊กตาและของเล่นต่างๆที่มีอยู่ในบ้าน

กระบวนการนี้เรียกว่า “Transfer of learning” หรือ การส่งต่อการเรียนรู้

นี่เป็นการนำข้อมูลจาก 2D (หนังสือนิทาน) ไปใช้กับ 3D (ของเล่นต่างๆ) ซึ่งกระบวนการนี้สำคัญมากๆ เพราะมันทำให้เด็กๆได้นำสิ่งทีรับรู้ มาใช้

เด็กๆสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆจาก TV และ แทปเลตต่างๆได้ตั้งแต่อายุยังน้อยมากๆ มีวิจัยว่า เด็กที่อายุแค่ 6 เดือน ก็สามารถเลียนแบบท่าทางง่ายๆที่เห็นทางทีวีได้ทันที หรือ 24 ชม. หลังจากนั้น

เมื่ออายุ 18 เดือน เด็กสามารถจำเรื่องราวสั้นๆในทีวีหรือ หนังสือเด็ก ได้ถึง 2 อาทิตย์เลยทีเดียว และจะยิ่งจำได้นานขึ้นถึง1เดือน เมื่ออายุ 2 ปีขึ้นไป

แต่จริงๆ แล้วการเรียนรู้ทางหน้าจอถือว่าน้อยมาก ถ้าเทียบกับการเรียนรู้ในชีวิตจริง

เด็ก เล่น ของเล่น เรียนรู้ สวน

มีการทดลองหนึ่งที่ให้ คุณพ่อคุณแม่บอกวิธีหาของเล่นที่ซ่อนไว้กับเด็กอายุ 2 ขวบ ซึ่งเด็กก็สามารถหาได้อย่างง่ายดาย แต่เมื่อให้ดูวีดีโอแนะนำวิธีการหาของเล่นที่ซ่อน เด็กกลับไม่สามารถหาได้ซะยังงั้น

เหตุการณ์นี้พบได้บ่อยมาก และเราเรียกมันว่า Transfer deficit หรือ การที่เด็กมีปัญหาในการเรียนรู้สิ่งที่อยู่ในหน้าจอ และ นำมาใช้กับชีวิตจริง

เด็กๆ ของเล่น เด็กน้อย
  • เด็กๆควรได้เล่นกับ โลก3D เพราะเด็กๆสามารถเรียนรู้ได้เร็ว และ มีประสิทธิภาพมากๆเมื่อได้สำรวจโลกใบใหม่กับคุณพ่อ คุณแม่ พี่เลี้ยง หรือ ครู (และเพื่อนๆ)
  • หาทางเรียนรู้ต่อยอดจาก 2D ไปสู่ 3D เช่น เมื่อเด็กๆได้ดูรูปหมาแมวจาก iPad จะเป็นการดีมากๆเมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยไปเล่นกับ หมาแมวหลังจากนั้น
  • ใช้สื่อ E-AIMS เพื่อให้เด็กเรียนรู้จากหน้าจอ 2D ได้ดีที่สุด สื่อที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อการเรียนรู้ของเด็ก (แน่นอนว่า ผู้ปกครองก็ควรอยู่ด้วยและสอนลูกน้อยอย่างใกล้ชิด) จะช่วยลดปัญหาการเรียนรู้ของเด็กได้

Technoference เทคโนโลยีมักเข้ามาขัดขวางเรากับลูก รวมไปถึงการเรียนรู้ของลูกด้วยนะ
ทุกๆวันนี้เทคโนโลยีอยู่ในทุกส่วนของชีวิตประจำวันเราเลยแหละ เช่นมือถือนี่ตัวดีมักจะขัดตอนเรากำลังคุยกับเพื่อน หรือ เวลาที่ใช้ร่วมกันกับครอบครัว

แต่การขัดจังหวะของมือถือและทีวี ส่งผลกับเจ้าตัวเล็กเป็นพิเศษเพราะ เบบี๋และเด็กน้อยมีความต้องการความใส่ใจสูงมากกกกกก (Social interaction)

มีการสำรวจพบว่า ผู้ปกครอง 40 จาก 55 กลุ่ม ใช้มือถือระหว่างทานอาหารในร้านกับลูก ซึ่งยิ่งคุณผู้ปกครองใช้มือถือมากเท่าไหร่ เด็กๆก็จะยิ่งออกอาการงอแงมากขึ้นตามไป เพราะต้องการเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ หรือคนดูแลนั่นเอง
(น่าเศร้าที่ผู้ใหญ่มักจะโกรธเด็กๆ จนบางครั้งตะโกนหรือตีเด็กเลยทีเดียว)

พ่อแม่ หรือ ผู้ดูแลเด็กมักจะใช้เทคโนโลยีโดยไม่รู้ตัว ทำให้ขัดจังหวะการใช้เวลาร่วมกันกับเด็กเล็ก หรือ ลดโอกาสที่จะได้สร้าง Positive activity ต่างๆ

ข้อแนะนำง่ายๆเพื่อลดปัญหาจาก Technoference

  • กำหนดเวลาที่จะไม่ใช้ อุปกรณ์มือถือและทีวีในแต่ละวัน ตั้งโหมด Do not disturb หรือปิดเสียง เมื่อใช้เวลากับเด็กเล็ก
  • หลีกเลี่ยงเสียง Background
    • ปิดทีวี เมื่อมีเด็กๆเล่นอยู่ หรือ เวลากินข้าว
    • ปิดทีวีเมื่อไม่มีใครดู
    • กำหนดเวลาที่จะดูรายการสำหรับผู้ใหญ่เมื่อเด็กเล็กไม่อยู่
  • ใช้เวลาทั่วไปในการมีส่วนร่วมกับเจ้าตัวน้อยของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการกินข้าว อาบน้ำ นอน หรือเปลี่ยนแพมเพิส
ลูก เด็กน้อย เล่นมือถือ แทปเลต ไอแพด กับแม่

หากจำเป็นจะให้เด็กน้อยได้เสพสื่อบ้าง เราควรจะเลือกสื่อแบบไหนให้เค้าดีนะ?
(จริงๆไม่ควรให้เล่นมือถือ ไอแพด และดูทีวีนะครับ)

เรามีหลักการง่ายๆในการเลือกสื่อที่เหมาะกับเจ้าตัวน้อยมาแนะนำ มันคือ หลัก 3C

  • Child
    คิดถึงเจ้าตัวน้อยของเราให้ดี ว่าเหมาะกับสื่ออะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น อายุ, ความสนใจ, ความสามารถในการจดจ่อ(สมาธิ), และ อารมณ์
  • Content
    เลือกคอนเท้นต์ที่ให้ลูกของคุณมีได้มีส่วนร่วมที่มีความหมาย และ active
    ยิ่งถ้าเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่ในชีวิตเด็ก ก็จะ relate กันได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
  • Context
    เด็กอยู่ในสถานการณ์ไหน เช่น อยู่คนเดียว หรือมีคนดูแลอยู่ มีโอกาสได้เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้จาก 2D เป็น 3D ในโลกจริงไหม

หากเด็กต้องเรียนรู้ผ่านหน้าจอ เนื้อหาคอนเท้นต์ควรเป็นอย่างไรบ้างน้า!?

  • Engaging เนื้อหาควรดึงดูด
    คอนเท้นต์ควรดึงดูดให้เด็กๆติดกับเนื้อเรื่อง storyline ได้ ไม่อย่างนั้นเด็กๆจะไปสนใจเทคโนโลยี เช่น Feature ทัชสกรีน (ส่งผลให้ เด็กกดเล่นเพื่อลองหลายๆอย่าง แต่กลับจำเนื้อหา ซึ่งสำคัญกับการเรียนรู้ไม่ได้)
  • Meaningful เนื้อหาควรมีความสำคัญ สามารถเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันได้ง่าย
    • เนื้อหาช่วยส่งเสริมการเรียนรู้
    • ใช้ตัวละครที่เด็กๆคุ้นเคย เพราะเด็กๆจะจำเนื้อหาได้ดี ถ้าเป็นตัวละครที่เห็นบ่อยๆ หรือ ชอบ
  • Repetition เด็กๆควรได้ดูวีดีโอ/หนังสือเดิมบ่อยๆ เพราะการทำซ้ำเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญมากๆ (จะสังเกตว่า เด็กๆจะชอบขอให้เปิดวีดีโอเดิมซ้ำๆ หรือ ให้เล่าเรื่องเดิมบ่อยๆ)
  • Social การมีคนอยู่ใกล้ๆ ทำกิจกรรมไปพร้อมๆกัน จะทำให้เด็กๆเรียนรู้ได้ดีขึ้น โดยพ่อแม่ควรจะพูดคุย และอธิบายไปพร้อมๆกับหนูน้อยด้วย (ไม่ใช่แค่นั่งดูด้วยกันอย่างเดียว)
  • เมื่อดูทีวี คุณพ่อคุณแม่ควรพูดคุยอธิบายกับเด็กๆไปพร้อมๆกันเลย
  • สำหรับ Tablet เช่น ไอแพด ควรใช้สื่อที่มีคุณภาพสูง
  • Video chat เป็นอะไรที่ดีกว่า video เก่าๆที่อัดทิ้งไว้มากๆ เพราะมีการสื่อสารแบบไป-กลับ จากวิจัยพบกว่า Video call ช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้พอๆกับการเจอหน้า face-to-face เลยทีเดียว

สรุป
แม้เราจะพูดถึงการใช้สื่อและคอนเท้นต์ต่างๆ แต่ การปฏิสัมพันธ์กับผู้คน คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ เด็กอายุ 0-3 ปี (และควรหลีกเลี่ยงการใช้เทคโนโลยี มือถือ ทีวี จะดีที่สุด)

หากจำเป็นต้องใช้สื่อ ให้ focus ตัวเด็ก และคิดถึงเนื้อหาที่เหมาะสมที่สุด (ความสนใจ,ความสามารถที่มี) . ถัดมาให้ดูว่าสื่อเหล่านั้นเหมาะกับอายุและการเรียนรู้การเติบโตรึเปล่า จากนั้นให้เลือกสื่อที่เด็กๆสามารถนำมาใช้กับชีวิตประจำวันได้ง่าย

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here