2 แอปก็พอ แต่ง IG story ให้สวย-ปัง เพิ่มคนดู ดึงดูดคนกดไลก์

0

“หากพูดถึงแอปฯ ที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่น ตอบ inbox ไวกว่า Line อัพรูปบ่อยกว่า Facebook เพื่อนๆ คิดว่ามันคืออะไร?”

คำตอบก็คือ…….… (ใครตอบไม่ได้แปลว่าเริ่มแก่แล้วนะฮะ)

คำตอบก็คือ……. (อาจจะไม่แก่แต่ก็ถือว่าตกเทรนด์อยู่พอตัว)

ก็คือ……. (จะพิมพ์ซ้ำทำไมเนี่ย!!! คนดูเขาอยากรู้แล้ว)

ถูกต้องนะครับ (ยังไม่เฉลยเลยพี่!!!)

คือ…… Instargram นั่นเอง!!! 

พูดมาถึงขนาดนี้ หลายคน (ที่อายุไม่เข้าพวก) คงจะร้องอ๋อกันออกมาเป็นเสียงเดียวกัน อาจจะด้วยวัยหรือไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง ทำให้ไม่เคยเล่นกันจริงๆ แต่ก็น่าจะพอได้ยินชื่อผ่านหูกันมาบ้าง

เท้าความ เพื่อให้หลายๆ คนตามทัน ใน “IG” (ย่อมาจาก instargram) นี้ จะมีฟีเจอร์หนึ่งที่เรียกว่า IG Story เอาไว้อัพเดตเรื่องราวชีวิตประจำวัน ซึ่งจะถูกลบออกภายใน 24 ชม. ซึ่งมันค่อนข้างได้ความนิยมนิยมจากแฟนๆ  ทั่วโลก พูดได้ว่าดังเป็นพลุแตกภายในระยะเวลาไม่นานหลังเปิดตัว

แม้ปัจจุบัน IG Story จะถูกพัฒนาไปไกล จนแทบจำเค้าโครงตอนแรกไม่ได้ ทั้งฟิลเตอร์ ภาพ GIF (ไม่ใช่ของขวัญนะครับ) กล่องข้อความ โพลล์ ฯลฯ แต่เหมือนว่าตัวเลือกเพียงแค่นั้น ยังไม่พอที่จะสร้างความโดดเด่นให้ Account ของเราเป็นที่น่าจดจำ ต่างจากเพื่อนคนอื่นๆ

ในวันนี้แอดจึงอยากจะมาแนะนำ กับ 2 แอปฯตัวเลือกปังๆ สำหรับมือใหม่หัดเล่น (ไปจนถึงมือโปรสุดเก๋า) ใช้ในการแต่ง IG story ให้สวย โดดเด่น และน่าดึงดูด ที่สำคัญ…ไม่ต้องพึ่งความสามารถเยอะ

1.Story Art 

เป็นหนึ่งแอปฯฟรี สำหรับใครที่ต้องการตกแต่งภาพสำหรับขึ้น IG Story ในเบื้องต้น มีรูปแบบ template ที่ค่อนข้างตายตัว เหมาะสำหรับมือใหม่ที่ไม่ถนัดวิชาศิลปะ เรียกว่าเกือบไม่ต้องใช้สมองซีกขวา จะมีก็แต่ให้เลือกสีกับประดิษฐ์ข้อความเล็กๆ น้อยๆ สำหรับใช้ประกอบรูป

เขาอัปเดต template เป็นประจำ มีให้เลือกกว่า 100 แบบ ไม่ต้องกลัวซ้ำกันไปยาวๆ ยิ่งช่วงเทศกาลก็จะมีอะไรมาเซอร์ไพรส์เราเสมอ

ใครที่เบื่อภาพนิ่งแล้ว Story Art เขาก็มี Animation สำหรับตกแต่งภาพให้ดูมี Movement ยิ่งขึ้น น่าดู น่าดึงดูดไปอีกแบบ

นอกจากนี้ยังมีรูปสวยๆ เอาไว้ขึ้นปกไฮไลท์ใน story ด้วย!!! พูดได้ว่า “แค่แอปฯนี้ตัวเดียวก็เพียงพอแล้ว สำหรับสร้าง IG Story ให้น่าดึงดูด” ก็คงไม่เกินเลยความเป็นจริงไป

ปล.สำหรับใครที่อยากได้ตัวเลือก IG Story มากขึ้น Story Art มีทั้งระบบเหมาจ่ายเป็นรายเดือนและปี รวมถึงแยกซื้อสำหรับบาง template โดยเฉพาะ ใครที่อยากรู้ว่ามันดีสมคำแอดเล่ารึเปล่า ก็อย่าลืมแวะเข้าไปโหลดกันมาลองใช้ดูกันนะ

ดาวน์โหลด
IOS : https://apps.apple.com/us/app/storyart-insta-story-maker/id1403688089 
Android : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.ryzenrise.storyart&hl=th 

2.Mojo

อีกหนึ่งแอปฯ ฟรี สำหรับการตกแต่ง IG Story โดยเฉพาะ แต่จุดเด่นของมันที่ทำให้แตกต่างจาก Story Art คือ เน้นไปที่การ Animation เพียงอย่างเดียว template ของมันจึงดูไม่จืดชื่นและมีลูกเล่น เหมาะกับกับคนที่ชอบ Fashion จ๋าๆ ไปจนถึง Minimal สไตล์

ใครที่เป็นคนหัวศิลป์ น่าจะชอบแอปนี้มากกว่า เพราะเปิดโอการให้แต่งนู้นเติมนี้ได้แบบไม่มีขีดจำกัด ตัวเลือกแบบกำหนดเองเยอะ ที่สำคัญสามารถเพิ่มเพลง รูป ฯลฯ จากไฟลน์ภายในโทรศัพท์ เป็น background พื้นหลังเองได้เองได้ (Story Art ทำไม่ได้)

มีเพลงประกอบให้เลือกหลากหลายหมวด แต่ละหมวดประกอบไปด้วย 3-4 เพลง

จัด Layout วางองค์ประกอบของรูปได้

พื้นหลังมีให้เลือก แต่ถ้าไม่ถูกใจก็ดึงรูปหรือวีดีโอจากในเครื่องลงแทนเลย

ตัวอย่าง (ใช้เวลาสร้างไม่ถึง 5 นาทีก็เสร็จ)

เท่านี้ก็ได้ story เคลื่อนไหวในแบบที่เราต้องการแล้ว แน่นอนว่าแอปฯฟรีอย่างนี้ เขาต้องมีระบบสมาชิกรายเดือนและปีแน่นนอน ใครที่เป็นคอ IG Story บอกเลยไม่ควรพลาดจริงๆ

ดาวน์โหลด
IOS : https://apps.apple.com/th/app/mojo-story-maker-for-instagram/id1434861974 
Android : https://play.google.com/store/apps/details?id=video.mojo 

จบกันไปแล้วนะครับกับ 2 แอปฯ ดีๆ ที่จะเปลี่ยน Story บน IG ให้กลายเป็นเรื่องราวที่น่าจดจำ (เอาไปประยุกต์กับ facebook ได้) สำหรับเจ้าแม่ IG คนไหน ที่ยังไม่มีติดไว้ในเครื่อง ขอย้ำอีกครั้งว่าให้รีบไปโหลดมาใช้ให้ไว

รวมมิตร 4 แอพแต่งรูป แต่งสีท้องฟ้าจืดๆ ให้มีสีสัน : Enlight, MIX, Picnic, Pixaloop

0

ถ่ายรูปแต่ละที ต้องเตรียมให้ทุกอย่าง Perfect ตากล้องดี ชุดได้ทุกอย่างเกือบพร้อม แต่ต้องมาจบที่ Background ไม่เป็นใจ (เฮ้ออออออ คิดแล้วก็เหนื่อย) 

คนเดินผ่านไปมาไม่เท่าไหร่ รอแปปนึงเดี๋ยวก็ผ่านไปหมด….แต่ท้องฟ้านี่สิจะรอยังไงไหว เป็นชั่วโมงๆ เลยนะ!!!

แต่วันนี้ ใครที่มีโทรศัพท์ติดอยู่ในมือ (ซึ่งก็น่าจะทุกคนแหละ) ไม่จำเป็นต้องรอให้ฟ้าโปรง บรรยากาศได้ แล้วจึงค่อยออกไปถ่ายรูปอีกต่อไป เพราะปัจจุบันมันมี แอพแต่งรูป สำหรับเปลี่ยนสี และแต่งท้องฟ้าโดยเฉพาะ

 

1.Enlight Quickshot: Edit Photos

เป็นแอพแต่งรูป ที่เปิดให้เพื่อนๆ สามารถตกแต่งรูป รวมไปถึงแต่งท้องฟ้าได้ฟรี (ในบางหมวด)

จากนั้นเลือกรูปที่ต้องการ ทริค ควรเป็นรูปที่พื้นหลังไม่รกหรือเต็มไปด้วยตึกสูง ไม่อย่างนั้นพอใส่เอฟเฟกต์ลงไป จะทำให้รูปดูไม่สมูท

พอได้รูปแล้วให้เข้าไปที่ icon รูปก้อนเมฆริมซ้ายล่าง จากนั้นเลือกลักษณะท้องฟ้าที่ต้องการ

พอได้แล้วก็ปรับแต่งอีกนิดหน่อยตามความชอบ(ส่วนตัว) ลดขนาดความเข้มของท้องฟ้า เปลี่ยนวิวซ้าย-ขวา เพิ่มความละเอียดอีกเล็กน้อย

แต่งเพลินๆ ไป 5 นาที ก็ได้รูปที่ต้องการแล้ว ซึ่งนอกจากจะแต่งท้องฟ้าได้แล้ว ยังปรับแสง สี ฯลฯ ของรูปได้เหมือนแอพอื่นๆ เลย

Download ได้ที่ 
iOS : https://apps.apple.com/th/app/enlight-quickshot/id1254875992?l=th
Android : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.profession.videoandpic&hl=en_US

ปล.Android จะยังไม่ค่อยเสถียร แนะนำว่าถ้าใช้ไม่ได้ให้ลองแอพอื่นๆ แทน

2.MIX by Camera360

อีกหนึ่งแอพแต่งรูปฟรี สำหรับใช้ปรับเปลี่ยนสีท้องฟ้า ตัวที่แล้วให้คะแนนไว้เท่าไร ตัวนี้ยกกำลัง 2 เข้าไป (ไม่สิ ต้อง 3-4-5 ถึงจะถูก) ภาษาวัยสะรุ่นต้องบอกว่า “จัดจ้านในย่านนี้”  เพราะไม่เพียงแต่แต่งท้องฟ้าได้เท่านั้น มันถึงขนาดเนรมิตภาพขึ้นมาใหม่ได้เลย

จุดเด่นของแอพนี้ คือ มันแต่งท้องฟ้าได้เนียน (เมื่อเทียบกับตัวก่อนหน้า) ที่สำคัญยังมีตัวเลือกให้เล่นเยอะ ดาวน์โหลดเพิ่มได้จากร้านค้ามีทั้งเสียเงินและฟรี

เมื่อโหลดฟิวเตอร์ที่ดูจะเข้าท่าเรียบร้อยแล้ว ให้แตะไปที่ “ตกแต่ง” icon รูปดินสอ (ใช่รึเปล่านะ?) เพื่อเริ่มต้น

(กรรมเปิดมาเจอแต่ของกิน 5555)
ที่นี้ก็เริ่มใส่ฟิวเตอร์ให้มัน บอกเลยว่ายากสุดก็ตอนนี้แหละ มีแต่อันสวยๆ

ทำใจเลือกยากมากกว่าจะตัดใจได้ TT 

พอได้แล้วก็ปรับแต่งรูปอีกนิดหน่อยๆ ให้เข้ากับบรรยากาศ ให้ภาพไม่ดูแปลกแยกกันเกินไป โดยแตะไปที่เครื่องมือ “ปรับเปลี่ยน” และทำการแก้ไขภาพ

เสร็จเรียบร้อยแล้วก็กด save ได้เลย ที่เหลือก็มารอดูฝีมือแอดกัน 

ติดแฮชแท็กว่า แวะมาแตะบอลที่กาแล็กซีทางช้างเผือก

Download 
iOS :  https://apps.apple.com/us/app/mix-photo-editor-filters/id913947918 
Android :  https://play.google.com/store/apps/details?id=com.pinguo.edit.sdk&hl=th 

3.Picnic (แต่งท้องฟ้าที่ครึ้มให้ดูสดใส)

อีกหนึ่งแอพเทพฯ สำหรับแต่งภาพท้องฟ้า ให้ดูฟรุ้งฟริ้ง-น่ารัก-สดใส มีสไตล์ด้วยสีพาสเทล (สาวๆ สายหวานน่าจะชอบ) ทำให้ภาพออกมาโดดเด่น แต่สมจริง!!! (อย่างน้อยๆ ก็มากกว่า 2 แอพด้านบน 555)

ข้อดีข้องเจ้า Picnic ก็คือ มันใช้งานง่าย มากกกกกกกกกกกกกกกก (กอไก่ล้านตัว) เพียงเพื่อนๆ เลือกรูปที่ต้องและปัดหน้าจอไป ซ้าย-ขวา เพื่อเลือกฟิวเตอร์เท่านั้น

มีแอบให้ปรับแสงและความชัดของ Background นิดหน่อยแค่สองตัว ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีก็ได้ท้องฟ้าใสๆ ที่ต้องการแล้ว

Download
iOS : https://apps.apple.com/th/app/picnic-%E0%B8%9B-%E0%B8%81%E0%B8%99-%E0%B8%81-%E0%B8%81%E0%B8%A5-%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5-%E0%B8%A2/id1236058595?l=th
Android : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.estsoft.picnic&hl=th

จบไปแล้วนะครับกับ 3 แอพแต่งรูป แต่งท้องฟ้าที่จืดชื่นให้มีสีสัน ใครที่ยังไม่เคยโหลดมาใช้ก็อย่าลืมแวะเข้าไปเด้อ บอกได้คำเดียวว่าดีมากๆ

4. Pixaloop เปลี่ยนรูปธรรมดา ให้เหมือนมีเวทมนตร์

หรือใครมีรูปท้องฟ้า หรือน้ำ สวยๆ อยากทำให้ขยับได้ต้องนี่เลย
เหมาะอย่างยิ่งกับคนอยากไปเที่ยว
ที่สำคัญแอฟ Pixaloop ฟรีด้วยนะ

PornHub เผยสถิติ ประเทศ…เข้ามาดูบ่อยที่สุด!!!

0

PornHub เว็ปไซต์หนังผู้ใหญ่ชื่อดัง ออกมาเปิดเผยรายงานที่น่าทึ่ง เกี่ยวกับจำนวนผู้เข้าชมเข้าชมภายในปี 2018 ว่ามียอดวิวทั้งหมดถึง 33.5 พันล้านคน (สาม-หมื่น-สาม-พัน-ห้า-ร้อย-ล้าน-คน) เฉลี่ยตก 92 ล้านวิวต่อวัน หรือเรียกว่าทุกๆ หนึ่งนาที จะมียอดเข้าดูถึง 2 แสนวิว ซึ่งที่น่าภาคภูมิใจไปกว่านั้น คือประเทศที่อยู่ติด Top3 โลกได้แก่………………………

ได้แก่………………..

แก่…………….(พี่จะเว้นไว้ทำไมครับเนี่ย)

นอกจากตัวเลขการใช้งานแล้ว (ไม่ได้นะครับ จะข้ามไปอย่างนี้ไม่ได้!!! กลับไปตอบก่อนเลย)

……ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และอินเดีย น้องไทยอย่างเราไม่ติดอันดับใดๆ เลยนะครับ (ไม่รู้ว่าต้องเศร้าหรือดีใจดี) แต่นอกจากตัวเลขการการเข้าชมแล้ว ทางบริษัท PornHub ยังออกมาเปิดเผยถึงข้อมูลอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกเพียบบบบบบบบบ

3 ช่องทาง ซื้อขายโทรศัพท์มือสองได้ในราคาดี

0

“อยากได้ iPhone ราคาถูกต้องซื้อที่ไหน” “เอามือถือเก่าๆ ไปลงขายอย่างไร” วันนี้เรามีคำตอบให้!!! กับ 3 ตัวเลือกยอดฮิต แหล่งรวมสถานที่ซื้อขายมือถือมือสองออนไลน์ และออฟไลน์  มีให้เลือกหลากหลาย ไม่ต้องเสี่ยงกับการโดนโก่งราคา 

1.kaidee

iPhone ราคาถูกต้องซื้อที่ไหน เอามือถือเก่าๆ ไปขายอย่างไรดี รวม 3 สถานที่ยอดฮิตสำหรับซื้อขายโทรศัพท์ได้ในราคาดี ไม่ถูกนายหน้าขูดรีด

อีกหนึ่ง marketplace ที่เปิดโอกาสให้นำเอาของที่ไม่ใช้แล้ว มาทำเงินในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ภายในบ้าน อะไหล่รถยนต์ รวมไปถึงมือถือและแทบเล็ต(ซึ่งมีผู้ใช้งานมากกว่า 27 ล้านครั้งในหมวดนี้)

ข้อดี ของการลงขายโทรศัพท์บน kaidee.com หรือแอปพลิเคชั่น kaidee คือ เพื่อนๆ สามารถทำได้เองทุกที่ทุกเวลา ที่สำคัญไม่เสียค่าใช้จ่าย!!! (ตามข้อกำหนดของบริษัท) แถมยังเปรียบเทียบราคาคู่แข่งได้ง่ายด้วยนะ

นอกจากนี้ สำหรับคนอยากซื้อโทรศัพท์ ก็มีของให้เลือกเต็มไปหมด เรียกได้ว่าถ้าจำชื่อรุ่นถูก ก็ค้นเจอกันแน่ๆ แต่ข้อจำกัดอย่างหนึ่ง ในการซื้อโทรศัพท์ผ่านช่องทางออนไลน์ (ที่ไม่รู้ว่าปลายทางเป็นใคร) ก็มีโอกาสที่จะได้รับของไม่ตรงตามคุณภาพ อย่างไรก็ดี การซื้อของที่มีราคานัดเจอกันจะดีกว่านะครับ สบายใจกว่าเยอะ

2.Facebook group เช่น Apple 2 Hand หรือ OPPO มือสอง

iPhone ราคาถูกต้องซื้อที่ไหน เอามือถือเก่าๆ ไปขายอย่างไรดี รวม 3 สถานที่ยอดฮิตสำหรับซื้อขายโทรศัพท์ได้ในราคาดี ไม่ถูกนายหน้าขูดรีด

อีกหนึ่งช่องทางออนไลน์ที่ไม่ควรมองข้าม แม้ว่าจะเปิดให้เล่นกันไปอย่างฟรีๆ แต่รู้หรือไม่ว่า ในบางฟีเจอร์ของมัน ก็เอื้อต่อการการซื้อ-ขายโทรศัพท์มือสองเหมือนกัน

วิธีการ เพียงพิมพ์คีย์เวิร์ดเฉพาะลงไปในช่องค้นหาบน Facebook เช่น ซื้อขายโทรศัพท์ , ไอโฟน หรือ โทรศัพท์มือสอง จากนั้นจึงเลือกแสดงการค้นหาเฉพาะกลุ่ม มันก็จะปรากฏกลุ่มเฉพาะและสาธารณะต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 

ปล.ก่อนลงขายใดๆ ควรสังเกตุที่หัวเรื่องเสียก่อน เพราะ target ของแต่ละกลุ่มจะแตกต่างกัน เช่น รับซื้อ-ขายเฉพาะไอโฟน เป็นต้น ซึ่งหากไม่ตรงหัวข้อ แอดมินของกลุ่มอาจไม่อนุมัติโพสให้ปรากฏบนฟีดข้อมูล (มีทั้งเปิดให้ใช้งานฟรีและเสียค่าใช้จ่าย)

3.มาบุญครอง

iPhone ราคาถูกต้องซื้อที่ไหน เอามือถือเก่าๆ ไปขายอย่างไรดี รวม 3 สถานที่ยอดฮิตสำหรับซื้อขายโทรศัพท์ได้ในราคาดี ไม่ถูกนายหน้าขูดรีด

มาบุญครอง หรือจะให้เรียกเป็นภาษาที่เด็กๆ 4.0 คุ้นหูกันว่า MBK ในอดีตเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ต้องยอมรับว่ามันคือสถานที่รวมตัวของคนกรุงฯ ตั้งแต่ลูกเด็กเล็กแดงไปจนกระทั่งคนวัยทำงาน อารมณ์ประมาณสยามในปัจจุบัน  เพราะมันเป็นห้างที่(เคย)ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย 

iPhone ราคาถูกต้องซื้อที่ไหน เอามือถือเก่าๆ ไปขายอย่างไรดี รวม 3 สถานที่ยอดฮิตสำหรับซื้อขายโทรศัพท์ได้ในราคาดี ไม่ถูกนายหน้าขูดรีด

แน่นอนว่าพื้นที่กว้างขวางขนาดนี้ ต้องประกอบไปด้วยร้านค้า ร้านอาหารเต็มไปหมด แต่จุดเด่นหลักๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ฝังใจคนกรุงฯ เมื่อพูดถึงมันก็คือ แหล่งซื้อ-ขายโทรศัพท์ราคาดี!!! 

iPhone ราคาถูกต้องซื้อที่ไหน เอามือถือเก่าๆ ไปขายอย่างไรดี รวม 3 สถานที่ยอดฮิตสำหรับซื้อขายโทรศัพท์ได้ในราคาดี ไม่ถูกนายหน้าขูดรีด

เนื่องจากภายในห้าง มีร้านค้าโทรศัพท์เยอะเป็นร้อยๆ ร้าน ตั้งแต่จำหน่ายของมือหนึ่งใหม่เอี่ยม (หิ้วมาจากต่างประเทศก็มี) ไปจนถึงรับซื้อ-ขายมือถือมือสอง เกิดการแข่นขันด้านราคา เพราะเมื่อร้านหนึ่งเริ่มหั่นราคาลง ร้านข้างๆ ก็ต้องปรับตัวตาม ทำให้คนซื้ออย่างพวกเรา ได้ของดีราคาถูกกันไปแบบเต็มๆ

ส่วนคนที่จะเอาโทรศัพท์ไปขายก็ไม่ต้องพูดถึง ได้ราคาที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับแหล่งอื่นๆ เพราะความต้องการซื้อมันมีอยู่แล้วแบบเห็นๆ ร้านไหนให้ราคาไม่ถูกใจก็แค่ก้าวไปร้านข้างๆ พอ

จุดเด่น

  • ซื้อ-ขายโทรศัพท์ได้ในราคาดี
  • มีสินค้าจริงให้เห็น

ข้อจำกัด

  • ไม่สะดวกในการเดินทาง

สำหรับใครที่ยังหาแหล่งเหมาะๆ สำหรับซื้อ-ขายโทรศัพท์มือสองกันไม่เจอ ก็อย่าลืมแวะเข้าไปดูใน 3 ตัวเลือกยอดฮิต ที่เราได้คัดสรรกันมาให้ รับรองว่าต้องถูกใจกันอย่างแน่นอน 

แต่ใครที่ไม่อยากเอาโทรศัพท์ไปขาย แค่ต้องการทิ้งให้ถูกวิธี ปัจจุบัน AIS เขาก็มีถังขยะอิเล็กทรอนิกส์คอยให้บริการอยู่ตามจุดต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งโทรศัพท์เหล่านั้นจะถูกนำไปจัดการ และทำลายอย่างถูกวิธีด้วยกระบวนการ Zero landfill ซึ่งไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ มิหนำซ้ำยังนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกด้วย

iPhone ราคาถูกต้องซื้อที่ไหน เอามือถือเก่าๆ ไปขายอย่างไรดี รวม 3 สถานที่ยอดฮิตสำหรับซื้อขายโทรศัพท์ได้ในราคาดี ไม่ถูกนายหน้าขูดรีด

[Preview] Smart Home เมืองนอก อนาคตของเรา ปัจจุบันของเขา!!

0
จินตนาการกันออกหรือไม่ ว่าชีวิตที่ปราศจากอินเตอร์เน็ตจะเป็นอย่างไร เพราะปัจจุบัน ไม่ว่าจะทำอะไร ก็มักมีเรื่องสัญญาณเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ ตั้งแต่สั่งกับข้าว ซื้อกางเกง รวมไปถึงเติมเงินค่าโทรศัพท์ (อุ๊ย…พูดแล้วก็เขิน แอดยังใช้คำว่า “เติมเงิน” อยู่ รู้อายุเลย) แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง เราก็กำลังอยู่ในยุคที่มีอัจฉริยะเป็นเพื่อนสนิท ที่ไม่ว่าจะไปไหนก็จะตามมาด้วย เสมือนเบจิต้ากับซน โกคู (เอิ่ม…สองคนนี้จะเรียกว่าเพื่อนกันได้รึเปล่าน่ะ?) บ้างก็แอบปลอมตัวเป็นกูรู ไว้ตอบคำถามปัญหาเชาว์ เรื่อง “สีเสื้อประจำวันอังคาร?” ” ป้ามหาภัยคือใคร” ส่วนตอนเราหลับ ก็ทำหน้าที่เป็นยาม เป็นแม่บ้าน เรียกได้ว่า เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว….จริงๆ ใช่แล้ว!! อัจฉะริยะที่แอดกำลังพูดถึง มีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า Smart ที่เหลือก็แล้วแต่ว่ามัน จะถูกเอาไปผูกกับอะไร ถ้าอยู่ในโทรศัพท์ก็จะถูกเรียกว่า Smartphone ถ้าอยู่บนข้อมือก็ถูกเรียกว่า Smartwatch ส่วนถ้าอยู่ประจำบ้าน ไม่ออกไปไหนมาไหน ก็จะมีชื่อว่า Smarthome (แต่ถ้าจับคู่กับแอดเมื่อไหร่มันจะ “สมาร์ทมากครับ” หิ้ววววววว) หลายๆ ตัวอย่าง ของเจ้า Smart ที่บอกมานั้น เชื่อว่าส่วนใหญ่คงรู้จักกันเป็นอย่างดี เว้นแต่กับ Smarthome นี่แหละ ที่รู้สึกว่ายังไม่ค่อยคืบหน้ากับประเทศของเราเท่าไร  ส่วนมากจะคิดว่าเอาไว้เปิด-ปิดไฟ (ซึ่งก็ถูกแค่ส่วนหนึ่ง) แต่พอเอาเข้าจริงๆ แล้ว Smarthome ยังมีระบบอื่นๆ ที่น่าสนใจอยู่อีกเพียบ!! ดังนั้นสำหรับใครที่ยังไม่เคยเห็น หรือรู้แค่ Concept คร่าวๆ วันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้มาอัปเดตเรื่องราวของ “บ้านอัจฉะริยะ” มากขึ้น เห็นกันชัดๆ เป็นรูปธรรมเลยว่า ในต่างประเทศมันสามารถทำอะไรกันได้บ้าง

Smart Home และ Internet of Things

เท้าความอีกนิดก่อนเข้าเรื่อง แน่นอนว่า ถ้าจะให้พูดเรื่องบ้านอัจฉริยะเพียวๆ  โดยไม่เอ่ยถึง IoT เลยก็คงไม่สนุก ไม่ได้รสอุมามิเสมือนโซ้ยก๋วยเตี๋ยวเรือเจ้าดัง แต่ไม่สั่งแคปหมูมาประกอบ (….ว่าไปนั่น กลับมาที่ IOT กันต่อ) IoT หรือ Internet Of Things (ความหมายเดียวกัน) เป็นชื่อเรียกของยุคสมัยหนึ่ง-ปัจจุบัน ที่อุปกรณ์ต่างๆ มี RFID หรือ Sensor ติดไว้คอยประมวลผล ทำหน้าที่คล้ายสมองของมนุษย์ เพื่อวิเคราะห์และตอบสนองตามคำสั่ง โดยมันจะใช้อินเตอร์เน็ตเป็นตัวกลาง (แต่ถ้าจะเรียกให้ถูก ต้องบอกว่าคลื่นสัญญาณซะมากกว่า) ในการรับ-ส่งข้อมูลไปยังแหล่งอื่นๆ ทำให้ผู้ใช้สามารถสั่งการอุปกรณ์ได้ในระยะไกล หรือแม้กระทั่งตั้งค่าให้มันปฏิบัติการด้วยตัวมันเอง ซึ่งแน่นอนว่าอุปกรณ์ Smarthome ทั้งหลายแหล่ ก็ถูกจัดอยู่ในประเภทนี้เหมือนกัน

1.สั่งการเปิด-ปิดไฟรูปแบบใหม่ ไม่ต้องพึ่งสวิตช์

หลายคนคงเคยจะได้ยินหรือเห็นผ่านๆ ตากันมาบ้าง ตามหนัง-โฆษณาของต่างประเทศ กับการเปิดปิดไฟภายในบ้านผ่านแอปฯ ซึ่งมันค่อนข้างจะธรรมดาไปเลย เมื่อเทียบกับสั่งงานด้วยเสียง ผ่าน Virtual Assistant แม้กระทั่งตัวสวิตช์ไฟที่ใช้ในบ้านยังมีลูกเล่น สามารถปรับให้เหมาะสมตามเวลาและการใช้งาน ช่วยประหยัดรายจ่ายไปอีก

2.ปรับอุณภูมิภายในห้อง

เจ้าเครื่องที่เพื่อนๆ กำลังเห็นอยู่นี้ (ในคลิปด้านล่าง) เป็น sensor สำหรับตรวจวัดและปรับอุณหภูมิภายในห้อง ให้เหมาะสมกับ lifestyle ของคนภายในครอบครัว ช่วยประหยัดพลังงานเวลาไม่มีใครอยู่ และจะเริ่มกลับมาทำงานอีกครั้งเมื่อมีคนมาถึง ซึ่งที่ต่างประเทศ เขาจะนิยมใช้ควบคุมความร้อนเป็นหลัก เพราะอากาศบ้านเขาเย็นจนแทบไม่ต้องเปิดแอร์ สำหรับพี่ไทยอาจจะต้องใช้อีกตัวหนึ่ง ที่ทำงานร่วมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ คอยแจ้งเตือนว่า ห้องมันร้อนเกินไปแล้วนะ!!! เอ็ง…ควรปิดผ้าม่านและสั่งเปิดพัดลมเพื่อระบายอากาศได้แล้ว

3.กริ่งประตูอัจฉริยะ

อุปกรณ์น่าคบ ที่ควรหาติดไว้บนประตูสักอัน โดยเฉพาะกับบ้านที่ไม่มีหน้าต่าง หรือช่องสำหรับโผล่ออกมาดูว่าใครมาเยี่ยมเยียน เพราะมันมักจะมาพร้อมกับกล้อง สำหรับใช้สอดส่อง ที่สำคัญเมื่อมีคนมากดกริ่ง ระบบยังส่งแจ้งเตือนเข้ามาในโทรศัพท์ของเราอีกด้วย

4.ห้องครัวอัจฉริยะ

รวบเลยละกัน เพราะถ้าจะให้ร่ายยาวทั้งหมดแบบละเอียดในครั้งเดียว ก็กลัวว่าเพื่อนๆ ที่แวะเข้ามา จะเปิดวิชาเซียนหายตัวไปกันก่อนที่บทความนี้จะจบ โดยในส่วน Smart kitchen นี้ จะประกอบไปด้วยอุปกรณ์เครื่องครัวหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่เก็บรักษา ทำความสะอาด และปรุงอาหาร ไม่ว่าจะเป็นตู้อบหรือเตาแก๊ส ที่สามารถตั้งเวลาเปิด-ปิด กำหนดอุณภูมิความร้อนผ่านโทรศัพท์ จนไปถึงการแจ้งเตือนเมื่ออาหารปรุงเสร็จ แม้กระทั่งในส่วนของตู้เย็น มันยังทำงานเชื่อต่อกับอินเตอร์เน็ต คอยแจ้งเตือนว่าปัจจุบันมีของอะไรเหลืออยู่ด้านใน สามารถใช้ดูปฏิทิน เปิดเพลง วาดรูป เรียกรถโดยสาร เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชั่น ฯลฯ

5.Slide (Smart Curtain)

(ฮ่ะ….อะไรนะ หูไม่ฝาดใช่รึเปล่า!!!) ฟังไม่ผิดหรอกครับ มันคือผ้าม่านอัจฉริยะจริงๆ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศ เพราะมันสะดวกมากๆๆๆ ทำให้เราไม่ต้องคอยเปิดปิดผ้าม่านเอง โดยเฉพาะบ้านหรือคอนโดที่มีม่านสูงๆ จะรู้ว่าเปิดปิดจากด้านล่างมันยาก นอกจากนี้มันยังช่วยเพิ่มพื้นที่ความเป็นส่วนตัวให้กับครอบครัว สมาชิกคนอื่นๆ ไม่ต้องมาคอยนั่งกังวลว่า คนข้างนอกจะแอบมองเข้ามาเมื่อไหร่ เพราะด้วยระบบที่ทันสมัย ทำงานร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น โทรศัพท์หรือตัววัดอุณหภูมิ ทำให้มันสามารถกำหนดการเปิด-ปิดได้โดยอัตโนมัติ จะตั้งจากเวลาหรือสภาพอากาศภายในห้องก็แล้วแต่ความสะดวก ปล.แดดแรงๆ ก็สั่งให้มันปิดก่อน จะได้ประหยัดค่าแอร์ไปในตัว

รวมเทคนิค 36 วิธีใช้ไอโฟน แบบมือโปรฯ (2019)

0

นอกจากจะมีดีเรื่องกล้องและดีไซน์ โทรศัพท์ iPhone ยังขึ้นชื่อเรื่องของประสบการณ์การใช้งานจริง ที่ต่อให้คนที่บอกว่าเกลียดได้ลองใช้งาน ร้อยละ 80-90 ก็คงจะติดใจ ไม่อยากวางมันลงและกลับบ้านไปมือเปล่าๆ (ยิ่งรุ่น 11 ที่ราคาถูกลง แถมมีสีงามๆ เตะตาด้วยนะ)

ขยายความให้อีกนิดเผื่อหลายคนจะยังไม่เข้าใจ เนื่องจาก Apple รู้ดีว่าสมัยนี้ อะไรๆ ก็พัฒนารวดเร็วไปหมดไม่เว้นแต่เทคโนโลยี (สมัย 10 ปีที่แล้วยังใช้ปุ่มกดกันอยู่เลย) ดังทีมผู้พัฒนา จึงแอบใส่ลูกเล่นและเทคนิคไว้ร้อยแปดพันเก้าแบบ ให้เข้ากับการใช้งานขอเพื่อนๆ แต่ละกลุ่ม จนแอดสามารถพูดได้เต็มปากว่า ไอโฟน เป็นโทรศัพท์มือถือกึ่งเฉพาะบุคคลแบรนด์แรกๆ ของโลก

ซึ่งวันนี้แอดจะพามาดูกันว่า ลูกเล่นเล็กๆ แต่ไม่น้อย 36 วิธี ที่ทาง Apple จัดเต็มมาให้บน iPhone มีอะไรกันบ้าง………..

  1. เร่งความเร็วบน iPhone รุ่นเก่า
  2. วิธีใช้งาน Dark Mode
  3. เพิ่มความปลอดภัยในการเข้ารหัส
  4. แก้ไขข้อความตอบกลับเฉพาะบุคคล เมื่อรับสายไม่ได้
  5. แจ้งเตือนภายหลังเมื่อมีสายเรียกเข้า
  6. เปลี่ยนเสียงนาฬิกาปลุก และ Ringtones บนไอโฟนเป็นเพลงด้วย iTune
  7. ตั้งค่าการสั่นแจ้งเตือนเฉพาะบุคคล แบบกำหนดเอง
  8. ปรับแต่งปุ่มศูนย์ควบคุม Control Centre 
  9. ปรับแต่ง Animoji ให้เข้ากับตัวเอง
  10. ประหยัดแบตเตอรี่ด้วยโหมดพลังงานต่ำ (Low Power Mode)
  11. เพิ่มการใช้งานแบตเตอรี่ให้นานยิ่งขึ้น
  12. ยกเลิกข้อความง่ายๆ แค่เขย่า
  13. แตะสองครั้งเพื่อเลื่อนขึ้นไปด้านบน
  14. ตั้งค่าโหมดห้ามรบกวน (do not disturb)
  15. กดถ่ายรูปขณะอัดวิดีโอ
  16. ถ้ายรูปหน้าชัดหลังละลายแบบมือโปรด้วย Portrait lightning
  17. เปลี่ยนมุมกล้อง Panorama 
  18. ถ่าย selfie แบบชัดแจ๋ว
  19. ควบคุมการใช้โทรศัพท์ของน้องๆ
  20. หยุดอาการมือติด iPhone
  21. พิมพ์สัญลักษณ์ด้วยปุ่มลัด
  22. ตั้งค่าคีย์บอร์ดมือเดียว
  23. แทนที่อักษรย่อด้วยระบบอัตโนมัติ
  24. Auto fill ไม่ต้องใส่ Password , ที่อยู่ , ข้อมูล ฯลฯ
  25. เปิดพจนานุกรมภายในเครื่อง
  26. จัดการให้ข้อความโดดเด่น
  27. ลบตัวเลขบนเครื่องคิดเลขแบบเร่งด่วน
  28. หยุดเล่นเพลงด้วย Timer
  29. ค้นหาคำและประโยคที่ต้องการบนเว็บไซต์
  30. ให้ AirPods เป็นเครื่องช่วยฟัง
  31. เก็บเว็บไซต์ไว้อ่านเป็นหนังสือ
  32. ให้ Siri คิดเลขแทน
  33. สร้างคีย์ลัดสำหรับการใช้งาน
  34. วัดขนาดวัตถุด้วยโปรแกรมบนโทรศัพท์
  35. วิธีเปิดโหมด Night Shift  ในเวลากลางคืน
  36. ตั้งค่า iPhone อ่านออกเสียงข้อความให้ฟัง

เร่งความเร็วบน iPhone รุ่นเก่า


อิเล็กทรอนิกส์ก็ยังเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ยิ่งใช้มานานโอกาสที่อุปกรณ์ภายในจะเสื่อมยิ่งสูง แอปไม่ได้ใช้ ไฟล์เก่าๆ ก็ตกค้าง ทำให้เครื่องประมวลผลช้า ค้าง และเด้งหลุดเป็นประจำ 

ดังนั้นเราจึงต้องมีการปัดฝุ่นมือถือกันบ้าง เพื่อ Boost iPhone เครื่องเก่า ให้กลับมาเร็วและแรงเหมือนเดิม

  1. ปิดและเปิดไอโฟนใหม่อีกครั้ง เพื่อ clear ความจำของเครื่องที่ไม่ใช้งาน
  2. ลบแอป ไฟล์ หรือรูป ที่ไม่จำเป็นออกจากโทรศัพท์ แล้วทำการ backup ไว้ที่ PC หรือ iCloud แทน
  3. อัปเดต version iOS
ไม่ได้มีดีแค่กล้อง แต่ iPhone ยังมาพร้อมระบบสุดเจ๋ง เปลี่ยนมือถือธรรมดาให้กลายเป็นอุปกรณ์เฉพาะบุคคล ด้วยเทคนิคและลูกเล่นกว่า 36 แบบที่ถูกซ่อนไว้ในโทรศัพท์

วิธีใช้งาน Dark Mode


ถึงจะรู้กันอยู่แล้ว แต่แอดก็อยากจะย้ำอีกครั้ง เนื่องจากมีคนถามเข้ามากันมาไม่น้อย ว่าทำไมโทรศัพท์ จึงเปิด Dark Mode ไม่ได้ ? ต้องเข้าใจกันก่อนว่า ฟีเจอร์นี้จะใช้งานได้กับ iPhone ที่มี iOS13 เป็นต้นไป (รุ่นหลัง SE เท่านั้น) โดยการเข้าไปที่

  • ตั้งค่า (setting) → จอภาพและความสว่าง (Display & Brightness) → แตะเลือกรูปแบบหน้าจอที่ต้องการให้ระบบแสดงผล สว่าง (ปกติ) หรือ มืด (Dark Mode)

หรือ

  • ไปที่ปุ่มลัดบนหน้าจอ → แตะที่ศูนย์ควบคุม → แตะค้าง 1-2 วินาที ที่ icon ดวงอาทิตย์สำหรับเพิ่มและลดแสงหน้าจอ → เลือก Mode ที่ต้องการ

เพิ่มความปลอดภัยในการเข้ารหัส


แน่นอนว่าปัจจุปัน เพื่อนๆ สามารถปลดล็อคโทรศัพท์ด้วยลายนิ้วมือหรือใบหน้า แต่มันจะปลอดภัยก็ต่อเมื่อไม่มีใครรู้รหัส (โดยเฉพาะเหล่าแฟนๆ ทั้งหลาย)

ถ้ายังจำกันได้ สำหรับใครที่เคยใช้ iPhone ตั้งแต่รุ่นแรกๆ เราจะเข้ารหัสเครื่องด้วยตัวเลขเพียง 4 ตัวเท่านั้น ซึ่งภายหลังก็เพิ่มมาให้อีก 2 รวมแล้วกลายเป็น 6 ตัว ทำให้อุ่นใจขึ้นอีกนิด

แต่ถ้าจะเอาให้ชัวร์ที่สุด การใส่ตัวเลขเพียง 6 ตัว ออกจะดูปลอดภัยต่ำไปเลย เมื่อเทียบกับการใส่รหัสปนกับกับตัวอักษร แบบที่เรียกกันว่า Alphanumeric code ที่ทาง Apple ออกแบบไว้ สำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวขั้นสูงสุด

วิธีเปลี่ยนรหัส 4-6 ตัว เป็น Alphanumeric code

  1. ไปที่ตั้งค่า (settings)
  2. Touch ID และรหัส → แตะไปที่เปลี่ยนรหัส
  3. เมื่อถึงขั้นตอนตั้งรหัสใหม่ จะปรากฏตัวอักษรบริเวณกลางหน้าจอ  “ตัวเลือกรหัส (Passcode Options)” ให้แตะแล้วเลือกเป็น “กำหนดรหัสตัวอักษรและตัวเลขเอง (Custom Alphanumeric Code)”
  4. ใส่รหัสตัวอักษรและตัวเลขที่ต้องการลง (เอาให้จำได้ด้วยนะจ๊ะ)

แก้ไขข้อความตอบกลับเฉพาะบุคคล เมื่อรับสายไม่ได้


เวลาเล่นเกม เข้าห้องน้ำ ออกเดท ประชุม หรือแม้แต่กำลังจะนอน มักมีสายเรียกเข้าทุกทีไม่รู้ทำไม? แต่จะให้หยิบมือถือขึ้นมาแชท หรือโทรกลับทันทีก็ยังไม่ใช่เวลา 

Apple เลยเปิดโอกาสให้เพื่อนๆ สามารถตอบกลับเบอร์โทรที่ยังไม่รับด้วย Message ด้านขวาล่างเมื่อมีสายเข้า ซึ่งปกติแล้วจะมี 3 ข้อความเบื้อนต้นเป็นตัวยืนพื้น ได้แก่ “ขอโทษด้วย ฉันยังไม่สะดวกคุยตอนนี้” “กำลังไป” และ “เดี๋ยวโทรกลับ”

แต่รู้หรือไม่ว่าเพื่อนๆ สามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงข้อความเหล่านี้ ให้เป็นแบบฉบับของตัวเองได้โดย…

  • ตั้งค่า → โทรศัพท์ → ตอบกลับเป็นข้อความ

เท่านี้เพื่อนๆ ก็จะสามารถอธิบายเหตุผลของการไม่รับสายได้ละเอียดขึ้น มากกว่าการบอกว่าเดี๋ยวโทรกลับ หรือกำลังไป

แจ้งเตือนภายหลังเมื่อมีสายเรียกเข้า


เมื่อมีสายเรียกเข้าแต่ยังไม่สะดวกรับ เพื่อนๆ สามารถให้มือถือแจ้งเตือนภายหลัง เพื่อที่จะไม่ลืมโทรกลับได้ง่ายๆ ด้วยการแตะที่ข้อความ “เตือนฉัน” ขณะที่สายเรียกเข้ากำลังดังอยู่ 

ไม่ได้มีดีแค่กล้อง แต่ iPhone ยังมาพร้อมระบบสุดเจ๋ง เปลี่ยนมือถือธรรมดาให้กลายเป็นอุปกรณ์เฉพาะบุคคล ด้วยเทคนิคและลูกเล่นกว่า 36 แบบที่ถูกซ่อนไว้ในโทรศัพท์

ปล.ถ้าเพื่อนๆ update ตำแหน่งที่ตั้งของตัวเองให้เป็นปัจจุบัน ระบบจะสามารถส่งแจ้งเตือเมื่อเดินทางไปถึงสถานที่ต่างๆ

เปลี่ยนเสียงนาฬิกาปลุก และ Ringtones บนไอโฟนด้วย iTune 


“เบื่อแล้ว…สายเรียกเข้าไหนๆ ก็ซ้ำกับคนอื่นๆ” รู้รึเปล่าว่าเพื่อนๆ สามารถสร้างเสียงเรียกเข้า หรือเสียงนาฬิกาปลุกจาก track เพลงต่างๆ บน iTune ด้วยตัวเอง!!! (จำกัดไว้แค่ 30 วินาที) ผ่านการใช้ pc เป็นตัวแปลงไฟล์จาก .m4a เป็น .m4r แล้ว import เข้า iPhone อีกครั้ง 

วิธีการแบบละเอียดยิบ
https://www.macworld.co.uk/how-to/iphone/custom-iphone-ringtone-3635061/

หรืออีกทางหนึ่ง สำหรับใครที่อยากสร้างสรรค์เสียงเรียกเข้าของตัวเอง ก็สามารถใช้แอปฯ GarageBand เป็นตัว Design ทำนองได้ด้วยเหมือนกัน

ตั้งค่าการสั่นแจ้งเตือนเฉพาะบุคคล แบบกำหนดเอง


อยากรู้มั้ยว่าใครกำลังโทรมาโดยไม่ต้องยกโทรศัพท์หู? นอกเพื่อนๆ จะกำหนดเสียง Ringtone เฉพาะคนรู้ใจได้แล้ว ยังสามารถกำหนดรูปแบบการสั่นเฉพาะบุคคลเวลามีสายเรียกเข้า

  1. เปิดหน้ารายชื่อที่ต้องการ
  2. แตะ“แก้ไข” ที่มุมขวาบน
  3. เลือก “เสียงเรียกเข้า” และไปที่ “การสั่น”

ปล.สามารถสร้างการสั่นในแบบของตัวเองได้ ด้วยเข้าแตะไปในส่วน ”กำหนดเอง” 

ปรับแต่งปุ่มศูนย์ควบคุม Control Centre (สีเหลี่ยมๆ ที่วิ่งไปมาบนหน้าจอ)


ใช้กันมาตั้งนาน แอดก็พึ่งรู้ว่าเจ้าปุ่มลัดอย่าง Control Centre สามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการ โดยการไปที่

  • ตั้งค่า (settings) → ศูนย์ควบคุม (Control Centre) → กำหนดรูปแบบเอง (Customise Controls)

อันไหนที่เพื่อนๆ กำลังใช้อยู่จะปรากฏในส่วนบน มีเครื่องหมายลบสีแดงอยู่ด้านหน้า สำหรับลบออก ส่วนรายการอื่นๆ ที่สามารถเพิ่มเข้ามา จะอยู่ด้านล่างโดยมีเครื่องหมายบวกสีเขียวกำกับไว้

  • ไม่ได้มีดีแค่กล้อง แต่ iPhone ยังมาพร้อมระบบสุดเจ๋ง เปลี่ยนมือถือธรรมดาให้กลายเป็นอุปกรณ์เฉพาะบุคคล ด้วยเทคนิคและลูกเล่นกว่า 36 แบบที่ถูกซ่อนไว้ในโทรศัพท์
  • ไม่ได้มีดีแค่กล้อง แต่ iPhone ยังมาพร้อมระบบสุดเจ๋ง เปลี่ยนมือถือธรรมดาให้กลายเป็นอุปกรณ์เฉพาะบุคคล ด้วยเทคนิคและลูกเล่นกว่า 36 แบบที่ถูกซ่อนไว้ในโทรศัพท์
  • ไม่ได้มีดีแค่กล้อง แต่ iPhone ยังมาพร้อมระบบสุดเจ๋ง เปลี่ยนมือถือธรรมดาให้กลายเป็นอุปกรณ์เฉพาะบุคคล ด้วยเทคนิคและลูกเล่นกว่า 36 แบบที่ถูกซ่อนไว้ในโทรศัพท์
  • ไม่ได้มีดีแค่กล้อง แต่ iPhone ยังมาพร้อมระบบสุดเจ๋ง เปลี่ยนมือถือธรรมดาให้กลายเป็นอุปกรณ์เฉพาะบุคคล ด้วยเทคนิคและลูกเล่นกว่า 36 แบบที่ถูกซ่อนไว้ในโทรศัพท์

ปรับแต่ง Animoji ให้เข้ากับตัวเอง


ใครที่มี iPhone ตั้งแต่ X-series เป็นต้นไป จะทราบกันดีว่า มันสามารถจับภาพใบหน้าให้กลายเป็นรูปสัตว์ลายเส้นน่ารัก แต่เท่านั้นยังไม่พอ เพื่อนๆ รู้หรือไม่ว่า มันมีอีกหนึ่งฟีเจอร์ ที่สามารถอวตารหน้าของเราให้กลายเป็นซุปตาร์คนดัง!!! i”

ส่วน How to ก็ไม่มีอะไรยาก เพียงเพื่อนๆ เลื่อนไปฝั่งซ้ายสุดของหน้าต่าง Animoji ก็จะปรากฏกรอบสีเหลี่ยมพร้อมระบุว่า “New Memoji”  ให้เพื่อนๆ แตะไปที่มันหนึ่งครั้ง ระบบก็จะแสดง Animoji มาให้เลือกมากมาย

ประหยัดแบตเตอรี่ด้วยโหมดพลังงานต่ำ (Low Power Mode)


ทุกๆ ครั้งที่แบตเตอรี่ต่ำกว่า 20% iPhone จะส่งแจ้งเตือนให้เพื่อนๆ ปรับเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน เพื่อยืดอายุการใช้งานโทรศัพท์ไปอีกนิด จนกว่าได้ชาร์จไฟใหม่ แต่ทั้งนี้มันก็ไม่จำเป็นเสมอไป ที่จะต้องรอให้แบตฯ เหลือน้อยเสียก่อนถึงจะใช้งาน เราสามารถเริ่มต้นประหยัดพลังงานได้เลยทันที

  • ตั้งค่า (Settings) → แบตเตอรี่ (Battery) → โหมดพลังงานต่ำ (Low Power Mode)

อธิบายเพิ่มนิดหน่อย สำหรับใครที่ยังสงสัย ว่าเจ้า Low Power Mode จะช่วยประหยัดพลังงานได้อย่างไร? ฟีเจอร์นี้จะไปลดการทำงานของแอปบางประเภท รวมไปถึงการแจ้งเตือน หน้าจอดับเร็วขึ้น และปิดการทำงานเบื้องหลังของ siri

เพิ่มการใช้งานแบตเตอรี่ให้นานยิ่งขึ้น


แบตฯหมดไวแบบไม่รู้สาเหตุ? เพื่อนๆ สามารถเข้าไปเช็คการใช้งานของแบตฯ ว่าวันๆ หนึ่งหมดไปกับอะไรบ้าง มีฟีเจอร์ไหนที่กินไฟ หรือถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะเปลี่ยนแบตฯใหม่ ทำให้เราสามารถเลี่ยงการใช้งานที่ไม่จำเป็นออก ทั้งยังช่วยยืดอายุของแบตเตอรี่

  1. ไปที่ตั้งค่า (Settings) → แบตเตอรี่ (Battery)
  2. เลื่อนลงมาด้านล่างเพื่อวิเคราะห์ย้อนหลังการใช้งาน 1-10 วัน ซึ่งจะปราฏแอปที่กินไฟมากที่สุดตามลำดับมากไปน้อย

ปล.บางแอปเปิดไว้แต่ไม่ได้เล่นก็กินแบตฯนะจ๊ะ ทางที่ดีควร clear ออกจากเบื้อหลังด้วย

ยกเลิกข้อความง่ายๆ แค่เขย่า


ไม่ได้มีดีแค่กล้อง แต่ iPhone ยังมาพร้อมระบบสุดเจ๋ง เปลี่ยนมือถือธรรมดาให้กลายเป็นอุปกรณ์เฉพาะบุคคล ด้วยเทคนิคและลูกเล่นกว่า 36 แบบที่ถูกซ่อนไว้ในโทรศัพท์

สงสัยอยู่ใช่ไหม? เวลามีข้อความประหลาดๆ เด้งมาให้กดยกเลิกเวลาพิมพ์แชท หรือจดโน้ตบนมือถือ ซึ่งบอกไว้ก่อนว่า มันไม่ใช่ความผิดพลาดของตัวโปรแกรมแต่อย่างใด แต่เป็นฟีเจอร์ที่ทางผู้พัฒนาใส่มาให้ เผื่อเพื่อนๆ บังเอิญมือลั่นไปกดโดนแป้งพิมพ์บนหน้าจอค้างงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง (แบบนี้) ….แค่ทำการเขย่าโทรศัพท์เบาๆ มันก็จะขึ้นตัวเลือกให้ยกเลิกข้อความแบบง่ายๆ ในทันที

แตะสองครั้งเพื่อเลื่อนขึ้นไปด้านบน


ถ้าเบื่อที่จะเลื่อนกลับขึ้นไปอ่านหัวเรื่องบนเว็ปไซต์ หรืออยากจะรีบดูอีเมล์ฉบับปัจจุบันที่เพิ่งส่งมาเมื่อ 1 นาทีก่อน หลังจากที่อยู่ด้านล่างสุดของเพจ ให้เพื่อนๆ แตะไปที่ด้านบนของหน้าจอโทรศัพท์สองครั้ง ระบบจะพาไปยังหัวเรื่องที่อยู่ข้างบนสุดทั้นที

นอกจากเว็ปไซต์และโน้ต เพื่อนๆ ยังสามารถใช้ฟีเจอร์นี้ร่วมกับตัวแอปอื่นๆ แต่โดยส่วนมากแล้วทางทีมผู้พัฒนา จะวางให้มีการแจ้งเตือนอีกครั้ง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการกดผิดพลาด

ตั้งค่าโหมดห้ามรบกวน (do not disturb)


ตัดปัญหาเสียงรบกวนเวลานอนและทำงาน ด้วยโหมด Do not disturb เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและความสุขขณะหลับ

โดยเพื่อนๆ สามารถเปิดใช้งานเจ้าฟีเจอร์นี้ ด้วยการแตะไปที่ไอคอนรูปพระจันทร์ จากปุ่ม control center ซึ่งสามารถสังเกตการทำงานของมันได้จากไอคอน ที่ปรากฏอยู่มุมบนขวาของหน้าจอโทรศัพท์

  • หรือ ไปที่ตั้งค่า (Settings) → ห้ามรบกวน (do not disturb)

ข้อมูลเพิ่มเติม การเข้าใช้ Feature นี้ จะทำให้เราไม่ได้รับการแจ้งเตือน และเสียงเรียกเข้าใดๆ ขณะที่กำลังล็อกหน้าจอ (ขึ้นอยู่กับการตั้งค่า)

เทคนิค เพื่อนๆ สามารถกำหนดรายชื่อคนสำคัญ ให้สามารถติดต่อเราได้ขณะที่ใช้งานโหมดนี้อยู่ รวมทั้งจำกัดเวลาการเปิด-ปิดให้เป็นไปตามความต้องการ

กดถ่ายรูปขณะอัดวิดีโอ


“อัดวิดีโออยู่ดีๆ เกิดอารมณ์อยากถ่ายรูปขึ้นมา แต่ก๋ไม่อยากให้คลิปหยุดเล่น !!!“

ปัญหานี้แก้ง่ายๆ ด้วยการแตะที่ปุ่มกลมๆ สีขาวขณะที่เรากำลังอัดวีดีโอ (ลักษณะเดียวกันกับปุ่มชัตเตอร์เวลากดถ่ายรูปบนมือถือ) ซึ่งมักจะอยู่ที่ด้านใดด้านหนึ่งของมุมหน้าจอ

ปล.สำหรับการถ่ายรูปโดยวิธีนี้ เพื่อนๆ จะได้รูปที่คมชัดน้อยกว่าการใช้ฟีเจอร์กล้องโดยตรง เนื่องจากระบบจะจับภาพด้วยเซ็นเซอร์ของกล้องวิดีโอแทน แต่อย่างน้อยก็ไม่พลาดโมเมนต์สำคัญน่ะ

ไม่ได้มีดีแค่กล้อง แต่ iPhone ยังมาพร้อมระบบสุดเจ๋ง เปลี่ยนมือถือธรรมดาให้กลายเป็นอุปกรณ์เฉพาะบุคคล ด้วยเทคนิคและลูกเล่นกว่า 36 แบบที่ถูกซ่อนไว้ในโทรศัพท์

Portrait lightning


ไม่ใช่ลูกเล่นใหม่อะไร แต่จะให้ข้ามไปเลยก็ยังเสียดายอยู่ สำหรับใครที่ใช้ iPhone 8 Plus เป็นต้นไป จะสามารถใช้ฟีเจอร์ Portrait lightning (หน้าชัดหลังละลาย) ภายในกล้อง ซึ่งช่วยให้การถ่ายภาพบุคคลดูน่าดึงดูดยิ่งขึ้น

เพื่อนๆ สามารถเข้าใช้งานฟีเจอร์นี้ ด้วยการไปที่ Camera แอป แล้วเลื่อนเปลี่ยนโหมดจากเมนูด่านล่างของมือถือ ให้เป็นแบบ Protrait Mode

เมื่อปรับเข้าสู่การถ่ายภาพแบบ Protrait ไอโฟนจะปรากฏสัญลักษณ์รูปหกเหลี่ยมเหนือแถบเมนู พร้อมกับป้ายที่ระบุว่า “แสงธรรมชาติ” (Natural light) ซึ่งเป็นตัวยืนยันว่าเพื่อนๆ ได้เริ่มต้นเข้าสู่การถ่ายภาพสไตล์โบเก้เป็นที่เรียบร้อย 

แต่ถ้าแสงที่ได้ยังสวยไม่ถูกใจเหมือนตัวจริง ก็ให้ลองแตะไปที่ป้าย Natural light หนึ่งที มันก็จะแสดงตัวเลือกอื่นๆ ในการปรับแต่งแสงออกมา ที่เหลือก็แค่หาอันเหมาะๆ ที่ตรงกับความชอบ ด้วยการปัดนิ้วไปมาซ้าย-ขวาเท่านั้น!!!

เพิ่มเติมเล็กน้อย

  • Studio Light จะทำให้ใบหน้าของตัวบุคคลและสิ่งของ ดูสว่างขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย
  • Contour Light ทำให้ภาพดูมีมิติ เกิดเงามืดตามส่วนต่างๆ ชัดเจน
  • Stage Light ทำให้ภาพพื้นหลังดำสนิท เพิ่มความโดดเด่นให้กับตัวบุคคล

เทคนิค ไม่จำเป็นต้องใช้ Portrait linghting กับทุกการถ่ายภาพ เพราะเพื่อนๆ สามาถเข้าไปแก้ไขรูปธรรมดา (บางรูปที่มีป้ายกำกับว่า Protrait ติดอยู่มุมซ้ายบน) ให้มีสไตล์แบบโบเก้ ด้วยการไปที่อัลบั้ม → แก้ไข → แตะไปที่ไอคอนรูปหกเหลี่ยม

เปลี่ยนมุมกล้อง Panorama 


ใช้มาตั้งนานแต่ก็เพิ่งรู้ได้ไม่กี่วันไม่นี่แหละ ว่าโหมด Panorama สามารถเปลี่ยนทิศได้ จากเดิมที่ต้องวนขวาเพียงอย่างเดียว ด้วยการแตะไปที่ลูกศร ซึ่งอยู่ตรงกลางหน้าจอ (เวลาใช้งาน Panorama) มันก็จะเปลี่ยนทิศกลับให้เพื่อนๆ ทันที

มือสั่นใช่มั้ย? ให้หูฟังมาช่วยถ่ายภาพ Selfie ให้สิ


แม้ว่า Apple จะออกแบบไอโฟน ให้เราสามารถกดชัตเตอร์ได้จากปุ่มข้างๆ โทรศัพท์ เพื่อลดแรงสั่นสะเทือนเวลาถ่ายรูป แต่ดูเหมือนว่ามันก็ยังไม่ครอบคุมสักเท่าไร โดยเฉพาะเวลาที่ต้องยื่นมือออกไป Selfie กับกลุ่มเพื่อนเยอะๆ

โดยอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการถ่ายภาพ Selfie ให้มีคุณภาพ ที่แม้แต่แฟนตัวยงหลายๆ คน ยังไม่เคยรู้ คือการกดชัตเตอร์ด้วยปุ่มปรับระดับเสียงที่ติดมาบนหูฟัง ซึ่งด้วยวิธีการนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดการสั่นสะเทือน ให้ได้รูปที่มีคุณภาพ แต่ยังจะช่วยเพิ่มระยะให้เพื่อนๆ ถ่ายภาพได้ไกลขึ้น

ทำให้น้องๆ ใช้โทรศัพท์แบบปลอดภัย


เชื่อว่าเด็กสมัยนี้มีโทรศัพท์ติดตัวกันเป็นแทบทุกคน มันจึงค่อนข้างยากที่จะจับตาดูเขาตลอดเวลา  ว่าในหนึ่งวันเขาใช้มันทำอะไร มี Apps ไหนบ้างที่แอบโหลดมาใช้ ซึ่งด้วยฟีเจอร์บน iPhone จะทำให้เพื่อนๆ สามารถคัดกรองและตรวจสอบเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมของเด็กๆ ได้

  • ไปที่ตั้งค่า (Settings) → เวลาหน้าจอ (General) → การจำกัด (Restrictions)

จากนั้นให้เพื่อนๆ เข้าไปตั้งค่าเพื่อจำกัดการใช้งานแอป การซื้อขายสินค้า หรือเลือกให้แสดงเฉพาะคอนเทนท์ที่เหมาะสมกับช่วงวัย

เทคนิค เพื่อนๆ สามารถใช้ฟีเจอร์ Family sharing เพื่อแบ่งปันแอปที่ต้องการกับน้องๆ ภายในครอบครัวแบบไม่เสียงเงิน ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเก็บไว้เป็นค่าขนมของเขาในวันอื่นๆ 

หยุดอาการมือติด iPhone


สำหรับฟีเจอร์นี้จะใช้งานได้ก็ต่อเมื่อเพื่อนๆ มี iOS เวอร์ชั่นตั้งแต่ 12.0 เป็นต้นไป ซึ่งจะช่วยวิเคราะห์การใช้งานแอปบนโทรศัพท์ ว่าวันนึงเราเสียเวลาไปกับกิจกรรมไหน

  • ไปที่ตั้งค่า (Settings) → เวลาหน้าจอ (Screen Time)

ตัวระบบจะแสดงรายละการใช้งานในรอบ 7 วัน ว่าเราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นถี่ขนาดไหน เสียเวลาไปกับแต่ละกิจกรรมเท่าไหร่ โดนเพื่อนๆ สามารถทำการเปรียบเทียบย้อนหลัง และวิเคราะห์รายละเอียดเชิงลึกได้ด้วยการแตะไปที่ “กิจกรรมทั้งหมด“

เทคนิค1 นอกจากนี้เพื่อนๆ ยังสามารถตั้งค่า “เวลาไม่ใช้งาน (Downtime)” เพื่อจำกัดการใช้งานแอปบางประเภทที่เราไม่ต้องการ เพื่อเพิ่มสมาธิและประสิทธิภาพในการทำงาน 

เทคนิค2 มีฟีเจอร์สำหรับจำกัดเวลาการใช้แอปต่อหนึ่งวัน (และรีเซ็ทใหม่ตอนเที่ยงคืน) ทำให้เพื่อนๆ ไม่ถูกโซเชียลมีเดียหรือ YouTube กินเวลามากเกิ๊นนนน จนลืมที่จะใส่ใจกับครอบครัวและคนรอบข้าง

พิมพ์สัญลักษณ์ด้วยปุ่มลัด


จะพิมพ์สัญลักษณ์ลงไปในข้อความแต่ละที ต้องนั่งเสียเวลาเปลี่ยนแป้นคีร์บอร์ดไปมาระหว่าง กขง กับ 123 โดยที่ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว มันมีวิธีที่ง่ายกว่านั้นเยอะ ภายในคีบอร์ดแป้นเดียว!!!

สมมุติว่าเรากำลังใช้แป้นไทย แล้วต้องการเพิ่มสัญลักษณ์อื่นๆ ไปเพียง 1-2 ตัว ให้เพื่อนๆ ลองแตะที่แป้น “123” ค้าง แล้วลากนิ้วไปยังตัวเลข หรือ สัญลักษณ์ที่ต้องการ พอยกนิ้วขึ้นคีบอร์ดก็จะกลับมาเป็นภาษาไทยเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือตัวสัญลักษณ์ที่เลือก ช่วยประหยัดเวลาและพลังงานการเคลื่อนไหว  จากเดิมถึงสามขั้นตอนให้เหลือเพียงหนึ่งเดียว

ไม่ได้มีดีแค่กล้อง แต่ iPhone ยังมาพร้อมระบบสุดเจ๋ง เปลี่ยนมือถือธรรมดาให้กลายเป็นอุปกรณ์เฉพาะบุคคล ด้วยเทคนิคและลูกเล่นกว่า 36 แบบที่ถูกซ่อนไว้ในโทรศัพท์

เทคนิค ปุ่มบางปุ่มบนแป้นพิมพ์ เช่น “ไม้เอก” จะมีสัญลักษณ์อื่นๆ ซ่อนอยู่ สำหรับใครที่อยากรู้ว่าคืออะไร ก็ให้ลองแตะค้างไว้สัก 1-2 วินาที 

การใช้คีย์บอร์ดมือเดียว


สำหรับ iOS 11 เป็นต้นไป เพื่อนๆ สามารถเข้าไปตั้งค่าเปลี่ยนแปลงรูปแบบของแป้นพิมพ์มือ ให้ตอบกลับแชทไปจนถึงส่งข้อความ ได้ด้วยการเคลื่อนไหวเพียงนิ้วโป้งนิ้วเดียว

  • ไปที่ ตั้งค่า(Settings) → ทั่วไป(General) → แป้นพิมพ์(Keyboards) → แตะไปที่ “แป้นพิมพ์แบบใช้มือข้างเดียว”(One-Handed Keyboard) แล้วกดเลือกข้างที่ถนัด.

หรือ

  • แตะค้างที่สัญลักษณ์รูปโลกบริเวณมุมซ้ายล่างของตัวแป้นพิมพ์ แล้วเลือกสลับเป็นแป้นพิมพ์แบบมือข้างเดียว

แทนที่อักษรย่อด้วยระบบอัตโนมัติ


ระบบ iOS นั้นฉลาดกว่าที่เราคิด มันสามารถคาดการณ์คำที่เพื่อนๆ ต้องการจะพิมพ์ ทั้งที่เพิ่งวางตัวอักษรไปแค่ไม่กี่ตัว แถมแก้คำให้ถูกต้องตามพจนานุกรมแบบเสร็จสรรพ ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องตัวสะกดใดๆ

แต่เท่านั้นยังไม่พอ เจ้า iPhone ยังแอบมีฟีเจอร์ลับสำหรับการพิมพ์ที่รวดเร็ว คือ อนุญาตให้เพื่อนๆ เข้าไปกำหนดคำหรือประโยคที่ใช้บ่อยๆ เป็นอักษรย่อ!!! แทนที่จะต้องพิมพ์ประโยคเดิมซ้ำไปซ้ำมาหลายพยางค์ แค่เพื่อนๆ วางตัวอักษรลงไป 2-3 ตัว ระบบก็จะแทนที่ด้วยประโยคทั้งประโยคให้เพื่อนๆ เป็นที่เรียบร้อย เช่น กลป = กำลังไป (คำนี้มีในระบบอยู่แล้ว)

วิธีการปรับแต่งอักษรย่อ

  1. ไปที่ ตั้งค่า(Settings) → ทั่วไป(General) → คีย์บอร์ด(Keyboard)
  2. เลือกแทนที่ข้อความ(Text Replacement) ระบบจะแสดงอักษรย่อทั้งหมดที่มี ณ ปัจจุบัน
  3. แตะที่เครื่องหมายบวกริมบนขวา เพื่อเพิ่มอักษรย่อและกดบันทึก

Auto fill ไม่ต้องใส่ Password , ที่อยู่ , ข้อมูล ฯลฯ


ลืม Password ไปแล้วว่าคืออะไร ไม่อยากเสียเวลากรอกข้อมูลอยู่ใช่ไหม? อย่าลืมเปิด Auto Fill ล่ะ  เพราะมันจะช่วยให้เพื่อนๆ ไม่ต้องกรอกชื่อ ที่อยู่ รหัส อีเมล ฯลฯ เป็นรอบที่สองบนเว็ปไซต์ ใช้ได้ทั้งกับบน iPad iPhone รวมไปถึงอุปกรณ์ OS อื่นๆ

  • ไปที่ ตั้งค่า (Settings) → Safari → การป้อนอัตโนมัติ (Autofill)

ข้อมูลที่ระบบจะป้อนให้อัติโนมัติ จะถูกผูกกับรายชื่อ(เบอร์โทร)ภายในเครื่อง ดังนั้นก่อนใช้ฟีเจอร์นี้ ควรตรวจสอบความแม่นยำข้อมูลให้มั่นใจเสียก่อน 

สำหรับบัตรเครดิต เพื่อนๆ ต้องทำการเพิ่มด้วยตัวเองอีกครั้ง

พจนานุกรมภายในเครื่อง


ไม่จำเป็นต้องใช้อินเตอร์เน็ต หรือเปิด Google แปลภาษา เพราะ iOS มีพจนานุกรมติดมาให้เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่เพื่อนๆ ต้องทำการติดตั้งในเบื้องต้น โดยการไปที

  • ตั้งค่า (Settings) → ทั่วไป (General) → พจนานุกรม (Dictionary)

จากนั้นเลือกภาษาที่ต้องการ (มีให้เลือกกว่า 20 ภาษา)  มีทั้ง อังกฤษ-ไทย อังกฤษ-อังกฤษ จีน-อังกฤษ ฯลฯ

วิธีใช้งาน เลื่อนไปที่ซ้ายสุดของหน้า Home แล้วพิมพ์คำที่ต้องการไปในช่องค้นหา ระบบก็จะแสดงข้อมูลที่เกี่ยว (กดเพิ่มเติมเพื่อแสดงข้อมูลทั้งหมด)

จัดการให้ข้อความโดดเด่น


แม้ว่าเจ้าฟีเจอร์จะยังไม่รองรับการใช้งานในทุกภาษา และเพื่อนๆ บางคนก็ต่างรู้กันอยู่แล้ว ว่าจะใช้งานมันกันอย่างไรในเวลาปกติ แต่ทราบกันรึเปล่าว่าจริงๆ แล้ว มันสามารถใช้ร่วมกับอีเมลหรือ App อื่นๆ ได้เช่นกัน แม้จะไม่ปรากฏให้แก้ไขในแถบเครื่องมือ เพียงแตะไปยังคำที่ต้องการแล้วเลือกไปที่ “BIU”

ลบตัวเลขบนเครื่องคิดเลขแบบเร่งด่วน


เทคนิคนี้น่าจะเหมาะกับเพื่อนๆ ที่ต้องคิดเลขยาวเหยียดเป็นจะจำ ซึ่งมันค่อนข้างน่ารำคาญที่หากเราพิมพ์ผิดเพียงแค่นิดเดียวในตอนท้าย จะต้องมานั่งพิมพ์ใหม่ทั้งหมด!!! …..ซึ่งปัจจุบัน(จริงๆ ก็นานแล้ว) สามารถแก้ไขเลขท้ายที่ผิด ด้วยการปัดหน้าจอไปทางซ้ายหรือขวา

หยุดเล่นเพลงด้วย Timer


“ฟังเพลงชิวๆ ทีไรเผลอหลับทุกที พอตื่นขึ้นมาแบตฯแทบเกลี้ยง”

แก้ปัญหาด้วยเทคนิคลับอย่างการใช้ Timer ที่ติดมากลับตัวเครื่องเป็นตัวช่วยในการตั้งเวลาหยุดเล่นเพลงขณะหลับ!!!

  1. ไปที่ แอปนาฬิกา (Clock app’s) → นาฬิกานับถอยหลัง  
  2. แตะไปที่ “เมื่อเวลาหมด (stylised clock face)” 
  3. เลื่อนลงมาด้านล่าง เลือก “หยุดเล่น (Stop playing)” → ตั้งเวลาที่ต้องการให้เพลงหยุดและกดปุ่มเริ่ม
ไม่ได้มีดีแค่กล้อง แต่ iPhone ยังมาพร้อมระบบสุดเจ๋ง เปลี่ยนมือถือธรรมดาให้กลายเป็นอุปกรณ์เฉพาะบุคคล ด้วยเทคนิคและลูกเล่นกว่า 36 แบบที่ถูกซ่อนไว้ในโทรศัพท์

ปล.เทคนิคนี้สามารถใช้ได้กับคลิปเสียงและสื่ออื่นๆ 

ค้นหาคำและประโยคที่ต้องการบนเว็บไซต์


อยากค้นหาเฉพาะคำที่ต้องการบนไซต์ใน iPhone ใช่รึเปล่า? ลองแตะไปที่ช่อง URL ในเว็บเพจ แล้วพิมพ์คำหรือประโยคที่ต้องการลงไป → เลื่อนลงมาท้ายสุดของช่องค้นหา ระบบจะแสดงช่วงประโยคที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ให้ AirPods เป็นเครื่องช่วยฟัง


แค่เพื่อนๆ มี AirPods หนึ่งคู่ และ iOS12 เป็นต้นไป ก็สามารถใช้มันเป็นเครื่องขยายเสียง สำหรับการช่วยฟังในชีวิตประจำวัน

  1. ไปที่ ตั้งค่า (Settings) → ศูนย์ควบคุม (Control Centre) → กำหนดตัวควบคุมเอง (Customise Controls)
  2. แตะไปที่ “การรับฟัง (Hearing)”

เมื่อต้องการใช้งาน ให้เพื่อนๆ เข้าไปที่ Control Center แล้วแตะหนึ่งครั้งเพื่อเริ่มต้นการช่วยฟัง  

ปล. เสียงที่ได้ยินจะได้รับผ่านทางไอโฟน และถูกส่งเข้ามายัง Airpods อีกครั้ง ดังนั้นเพื่อนๆ ที่อยากได้ยินเสียงข้างนอกชัดๆ อาจจะต้องถือโทรศัพท์ติดตัวตลอดเวลา
ปล.2 อาม่าแอดชอบฟังก์ชั่นนี้มากๆ . เวลากินข้าวกันโต๊ะใหญ่ ได้ยินไม่ทั่วถึง ก็ใช้ฟังก์ชั่นนี้แหละ เชื่อมต่อมือถือกับ airpod แล้ว วางมือถือไว้ด้านที่ไกลอาม่า เพียงเท่านี้อาม่าก็ได้ยินทั่วทั้งโต๊ะแล้วครับ 😉

เก็บเว็บไซต์ไว้อ่านเป็นหนังสือ


เอาใจพันธ์นักอ่านกันบ้าง กับวิธีเซฟเว็บไซต์ให้เป็นหนังสือออฟไลน์ เหมาะกับเว็บที่มีเนื้อหายาวเหยียดจนอ่านครั้งเดียวไม่จบ ต้องแบ่งอ่านขณะเดินทาง ยามว่าง ไปจนถึงเก็บไว้อ่านใหม่อีกรอบ

  • เลือกหน้าเว็บไซต์ที่ต้องการ → ไปที่ไอคอนแชร์ → แตะที่ “หนังสือ (ฺBooks)”

ปล.ไฟล์ดังกล่าวจะไปปรากฏที่คอลเลคชั่นใน App Books 

คำนวนเลขให้หน่อย Siri 


ไม่ว่าเราจะเก่งเลขขนาดไหน การมี siri เป็นตัวช่วยก็อุ่นใจกว่าเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการคำนวนที่ง่ายแบบคิดในใจได้ ไปจนถึงยากระดับที่ต้องหยิบเครื่องคิดเลขมากดก็หายห่วง แต่ถ้ามันยาวกว่าปกติ เพื่อนๆ อาจจะต้องลดสปีดการพูดลงเล็กน้อย เพื่อให้ Siri จับข้อความทัน

สร้างคีย์ลัดสำหรับการใช้งาน


ตั้งแต่ iOS 12 เป็นต้นไป เพื่อนๆ สามารถจัดการสิ่งต่างๆ เช่น โทรหาแฟน สร้างไฟ PDF เปิด-ปิดนาฬิกาปลุกภายในมือถือ ด้วยการสั่งผ่าน Siri หรือแตะที่คีย์ลัดเพียงครั้งเดียว 

สิ่งที่เพื่อนๆ ต้องทำก็แค่ดาวน์โหลดแอป Shortcuts มาเท่านั้น!!! โดยในตอนเริ่มต้น ตัว App จะมีคีย์ลัดพื้นฐานติดมาให้ประมาณ 4-5 อัน ซึ่งเราสามารถเข้าไปปรับแต่งเพิ่มเติมได้ตามความต้องการ 

ปล.แต่ถ้ายังไม่มีไอเดียอะไรเด็ดๆ ก็ลองแตะไปที่ไอคอนแกลเลอรี่บริเวณมุมขวาล่างดู แอปก็จะแนะนำคีย์ลัดต่างๆ ที่น่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่เพิ่งเริ่มต้นมากที่สุด

ไม่ได้มีดีแค่กล้อง แต่ iPhone ยังมาพร้อมระบบสุดเจ๋ง เปลี่ยนมือถือธรรมดาให้กลายเป็นอุปกรณ์เฉพาะบุคคล ด้วยเทคนิคและลูกเล่นกว่า 36 แบบที่ถูกซ่อนไว้ในโทรศัพท์

วัดขนาดวัตถุด้วยโปรแกรมบนโทรศัพท์


ด้วยแอปเครื่องมือวัด (Measure) ที่พ่วงมากับ iOS12 เป็นต้นไป จะทำให้เพื่อนๆ บางคน ไม่ต้องพกไม้บรรทัดหรือตลับเมตรติดตัวอีกต่อไป เนื่องจากเรา สามารถวัดขนาดวัตถุด้วยแอปบนไอโฟน

สิ่งที่เราต้องสำหรับการใช้งานเจ้าแอปนี้ คือการเคลื่อนที่ซ้าย-ขวา หรือขึ้น-ลงไปมาในด้านที่ต้องการ พร้อมทั้งระบุจุดและลากเส้นปะประกอบ เพื่อให้แอปเริ่มคำนวนระยะของวัตถุคร่าวๆ

  1. เมื่อเปิดแอป เพื่อนๆ จะเห็นวัตถุทรงกลมเคลื่อนที่ไปมาบนหน้าจอ 
  2. ให้เริ่มระบุจุด บนตัววัตถุตามแนวที่ต้องการทราบขนาด
  3. แอปจะเริ่มทำการคำนวนขนาดของวัตถุนั้น

เทคนิค เพื่อความแม่นยำ แนะนำให้เพื่อนๆ ใช้ฟีเจอร์ระนาบเพื่อวัดขนาดของวัตถุในมุม(องศา)เดียวกัน

วิธีเปิดโหมด Night Shift  ในเวลากลางคืน 


สำหรับเจ้า Night Shift นั้น ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เกร๋ๆ สำหรับมือถือเพียงอย่างเดียว แต่มันช่วยลดโทนสีขาวบนหน้าจอโทรศัพท์ ทำให้การเล่นมือถือในที่มืดเป็นอันตรายน้อยลง แถมไม่รบกวนการนอนหลับของคนข้างๆ มากนัก

วิธีใช้งาน Night Shift

  • ไปที่ ตั้งค่า (Settings) → จอภาพและความสว่าง (Display & Brightness) → Night Shift.

หรือ

  • ไปที่ Control Center → แตะค้างที่ไอคอนพระอาทิตย์สำหรับปรับเพิ่ม-ลดแสง → เลือกเปิด Night Shift
ไม่ได้มีดีแค่กล้อง แต่ iPhone ยังมาพร้อมระบบสุดเจ๋ง เปลี่ยนมือถือธรรมดาให้กลายเป็นอุปกรณ์เฉพาะบุคคล ด้วยเทคนิคและลูกเล่นกว่า 36 แบบที่ถูกซ่อนไว้ในโทรศัพท์

ปล. เพื่อนๆ สามารถกำหนดระยะเวลาการเปิด-ปิด และความอุ่นของอุณหภูมิเองได้ ด้วยการไปที่ settings

ตั้งค่า iPhone อ่านออกเสียงข้อความให้ฟัง


“กำลังขับรถอยู่อ่านข้อความเองไม่ได้ ทำไมไม่ลองให้ไอโฟนเล่าให้ฟังดูล่ะ”

อีกหนึ่งเทคนิคลับสำหรับคนใช้ไอโฟน เหมาะมากๆ กับใครที่มีปัญหาเรื่องการมองเห็น หรือกำลังวุ่นอยู่กับการขับรถแต่ต้องการฟังข้อความที่ส่งมา และจะยิ่งมีประโยชน์ยิ่งขึ้น เมื่ออีกฝั่งพิมพ์ข้อความมายาวเหยียด

  • ไปที่ตั้งค่า (Settings) → การช่วยเข้าถึง (Accessibility) → การอ่านเนื้อหา (Speak Selection)

เทคนิค เพื่อนๆ สารมารถปุ่มลัดบนหน้าจอ ให้อ่านข้อความได้ในทันที ด้วยการเข้าไปใน “การอ่านเนื้อหา”

ส่งท้าย


จบไปแล้วกับ 36 วิธีใช้ iPhone แบบมือโปรฯ  มีเทคนิคไหนที่โดนใจหรือเพื่อนๆ อยากเสริมอะไรเพิ่มเติม ก็แวะเข้ามาพูดคุยกับแอดได้ที่ใต้คอมเมนต์น้าาาา

[2] แอปแนะนำเดินทางในกรุงเทพฯ ไม่มีหลง ไม่ต้องรอรถเมล์นาน

0

“เฮ้ย…จะไปหาเพื่อนที่ลาดกระบัง ต้องขึ้นรถไฟฟ้าสายไหน” 
“BTS รอบสุดท้ายหมดเมื่อไหร่”
“รถเมล์ทำไมมาช้า”

หมดปัญหารอรถเมล์นาน ขึ้น BTS ผิดสาย ด้วย….

อยู่กรุงเทพฯมาก็ตั้งนาน แต่ก็ยังไม่รู้ว่าไอ้รถเมล์ที่วิ่งผ่านหน้าบ้านเรา มันไปลงไหนได้มั่งนะ ตอนเด็กๆ แม่เคยพาขึ้นอยู่บ่อยๆ หรอก แต่จำได้ลางๆ ว่ารอน๊านนานเกือบเป็นชั่วโมง โตมาหน่อยก็ไม่อยากขึ้นและ ไอ้ประหยัดเนี่ย มันก็ประหยัดอยู่หรอก แต่ถ้าจะให้เสียเวลายืนรอร้อนๆ ก็ไม่เอาด้วยหรอก

ส่วนรถไฟฟ้าบนดิน-ใต้ดินยิ่งแทบไม่ต้องพูดถึง ไปได้แค่บ้าน สยาม และก็ที่ทำงานเท่านั้น ใครจะนัดนอกเหนือจากนี้คือบอกเลย ว่าหลงสถานเดียว (แถมเลทให้ด้วย) เพราะไม่รู้ว่าต้องไปเปลี่ยนขบวนที่ไหน ที่สำคัญกะเวลาเดินทางก็ไม่ถูก

แต่ไม่ต้องตกใจไปนะจ๊ะ ทั้งหมดที่ว่าไปเป็นเรื่องของอดีต(ของแอด)ทั้งนั้น ก่อนที่จะได้มารู้จักกับแอป นำทาง Namtang และ Bangkok metro (รถไฟฟ้ากรุงเทพมหานคร) สุดยอดที่พึ่งแห่งปี ที่จะมาช่วยให้การเดินทางในเมืองเป็นเรื่องง่ายๆ ไม่น่าหงุดหงิด ไม่ต้องรอรถนาน

นำทาง Namtang


หมดปัญหายืนรอรถเมล์นาน ขึ้นรถผิดสาย ลงรถผิดป้าย 

สำหรับเจ้าตัว “ นำทาง ” แอดถือว่าเป็นแอปรถเมล์ ที่เพื่อนๆ ควรมีติดไว้ ในเครื่องเป็นลำดับต้นๆ เพราะมันใช้งานง่าย แถมบอกเวลาการเดินรถของแต่ละสาย รอบแรกอออกกี่โมง รอบสุดท้ายมาเมื่อไหร่ บริเวณใกล้ๆ มีสายอะไรผ่าน ควรเดินไปขึ้นตรงไหน ที่สำคัญ…….ยังบอกตำแหน่งของรถแต่ละคันแบบ Realtime ด้วย GPS อีกด้วย ว่าอยู่ช่วงไหนแล้ว!!!

วิธีใช้งานก็ง่ายแสนง่าย ไม่อยากจะโม้ แค่เพื่อนๆ อนุญาติให้แอปเข้าถึงตำแหน่งปัจจุบัน มันก็จะแสดงสายของรถเมล์ทั้งหมดที่วิ่งผ่าน กว่า 20-30 สาย (ถ้าตรงนั้นติดถนนใหญ่) ส่วนใครที่อยากรู้ว่าแต่ละสายอยู่ช่วงไหน ก็แตะเบาๆ ไปที่หมายเลขนั้นหนึ่งที แอปก็จะแสดงตำแหน่งของรถคันนั้นออกมา ให้เพื่อนๆ ได้เห็นกัน

นอกจากจะติดตามรถเมล์แบบ Real time แล้ว เจ้าตัวแอปยังมีฟีเจอร์อื่นๆ ที่คอยอำนวยความสะดวกให้แก่เพื่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาสถานที่ใกล้ๆ อย่างห้าง ธนาคาร ตลาด ฯลฯ ไปจนถึงการแจ้งเหตุต่างๆ บนท้องถนนแบบ เช่น งานรับปริญญา งานก่อสร้าง ที่อาจจำทำให้รถติดแหงกเป็นชั่วโมงๆ

ปล.มีโปรแกรมคำนวนเวลาการเดินทางด้วยน้าาาา เผื่อใครไม่อยากเปิดสลับไปมากับ Google Map

รอรถนาน ขึ้นรถเมล์ผิดสาย กะเวลาเดินทางไม่ถูก เปลี่ยนรถไฟฟ้าผิดขบวน หมดปัญหาขนส่งสาธารณะ กับสองแอปสุดล้ำ ที่จะมาช่วยให้การเดินทางในกรุงฯเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว

Bangkok metro (รถไฟฟ้ากรุงเทพมหานคร)


โดยสารรถไฟฟ้าฉลุย เตรียมเงินถูก ดูแผนที่ง่าย ไม่ขึ้นผิดฝั่ง

รอรถนาน ขึ้นรถเมล์ผิดสาย กะเวลาเดินทางไม่ถูก เปลี่ยนรถไฟฟ้าผิดขบวน หมดปัญหาขนส่งสาธารณะ กับสองแอปสุดล้ำ ที่จะมาช่วยให้การเดินทางในกรุงฯเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว

ต่อมาอีกปัญหาหนึ่งของคนเมือง หรือที่เพิ่งย้ายเข้ามาในกรุงฯหมาดๆ คือเรื่องของการเดินทางบนรถไฟฟ้า ทั้งบนและใต้ดิน ที่ไม่รู้ว่ามันจะซับซ้อนไปถึงไหน ขนาดขึ้นทุกวันยังมีผิดเป็นประจำ จะนับประสาอะไรกับที่นานๆ ครั้ง ขึ้นทีล่ะ

ซึ่งเจ้า Bangkok metro นี้ จะมาช่วยให้เพื่อนๆ เดินทางด้วยรถไฟฟ้าแบบไม่มีหลง บอกตั้งแต่แผนที่โดยรวม ไปจนถึงเวลาและค่าใช้จ่ายทั้งหมดต่อหนึ่งเที่ยวการเดินทาง

เปิดแอปมาปุ๊ป…หน้าจะก็จะแสดงแผนที่การเดินรถทั้งหมดออกมาให้เพื่อนๆ ได้เห็น สำหรับคนเมืองที่พอมีประสบการณ์ เพียงเท่านี้ก็รู้แล้วว่าต้อไปขึ้นตรงไหนลงตรงไหน (รถไฟฟ้าไทย มีเยอะขนาดนี้แล้วหรอเนี่ยย)

รอรถนาน ขึ้นรถเมล์ผิดสาย กะเวลาเดินทางไม่ถูก เปลี่ยนรถไฟฟ้าผิดขบวน หมดปัญหาขนส่งสาธารณะ กับสองแอปสุดล้ำ ที่จะมาช่วยให้การเดินทางในกรุงฯเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว

สำหรับมือใหม่ก็ไม่ต้องเป็นห่วง แค่เข้าไปตั้งค่าก่อนว่า เราจะไปขึ้นและลงที่สถานนีไหน (เหมือนการตั้งค่า GPS รถยนต์นั่นแหละ) ตัวระบบก็จะประมวลเวลา ค่าใช้จ่าย และเส้นทางที่ใช้ในการเดินทางออกมาให้เราทันที

ปล.เพื่อนๆ คนไหนที่ต้องการรู้ข้อมูลที่ละเอียดกว่าการนำทาง เช่น ตารางรถไฟขบวนสุดท้าย สถานที่ใกล้เคียง รายละเอียดทางออก ฯลฯ ก็แนะนำให้สมัครเป็นสมาชิกไปเลย เริ่มต้นที่ ฿99/เดือน หรือจะให้คุ้มกว่าเดิมก็ ฿299/ปี (เฉลี่ยตกเดือนละไม่ถึง 25 บาท!!!)

สำหรับใครคนไหน ที่เดินทางในกรุงเทพฯบ่อยๆ ก็อย่าลืมโหลดแอป นำทาง Namtang และ Bangkok metro ติดไว้ในเครื่องกันเด้อ รับรองว่าเดินครั้งต่อไปไม่มีพลาดตกรถหรือผิดขบวนชัวร์

ASMR เทรนด์ใหม่ของ YouTuber คนทำได้สตางค์ คนฟังหลับสบาย (มี App รีวิวต่อท้าย)

0

“เคาะไอนู้น ลูบไอนี่ ยอดเข้าดู 10 ล้านวิวแบบไม่ต้องปริปาก”
“คนดูสบายใจฟัง ไม่มีรางวัลแจก”

ปรากฏการณ์อะไรกันฟร่ะเนี่ย!!!

ถ้าใครเป็นติ่งยูทูปกันจริงๆ น่าจะเคยได้เห็นผ่านตากันมาบ้าง กับคลิปวีดีโอของ Youtuber บางกลุ่ม โดยเฉพาะคนที่อยู่แถวๆ มหาสมุทรแอดแลนติก ที่มักจะหยิบอุปกรณ์ต่างๆ มาทำเสียงประกอบฉากแบบแปลกๆ ไม่มีจังหวะจะโคน ที่สำคัญนานเป็นชั่วโมง!!! ในใจก็คิด ว่าไอ้คนฟังมันไม่ง่วงกันหรอวะ ทั้งเอาหนังสือมาเปิด ขูดชั้นวางของ ไปยันผ้าลูบผ้าปูเตียง โดยที่ไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ งงในงงเข้าไปใหญ่?? ………เป็นพวกลัทธิเครื่องนอนเรอะ ไม่น่าจะใช่มััง

ตัวอย่างยูทูปเบอร์ที่มรชื่อว่า “asmr zeitgeist” คนติดตามกว่า 1.3 ล้าน คนทั่วโลก!!!

ปล.ไอ้เราก็ทนดูไปได้เนอะ แถมเพลินกับมันจนเกือบจะจบคลิป หรือว่าแอดกำลังโดนฝรั่งปลุกของใส่

หนักกว่านั้นเว้ยเฮ้ย คือ บางคนยอมพูด แต่เสียงของนางเบ๊าเบาอย่างกับลมผ่านหู จนต้องหยิบ headphone ขึ้นมาใส่ว่านางพูดอะไร….ฟังไปฟังมาได้ 2-3 นาที เลยสรุปได้ว่า อ๋อ…เราฟังไม่รู้เรื่องว่ะ  ลืมไปว่าภาษาอังกฤษได้ D มา แต่เรื่องทั้งหมดแทบจะลืมไปเลย พอเหลือไปเห็นยอดวิวหลัก 30 ล้าน!!! โอ้แม่เจ้า เยอะกว่าเพลงบางเพลงไปอี๊กกกกกกกก

ตัวอย่างวีดีโอเต็มๆ ของนาง ที่มีคนดูซ้ำกว่า 30 ล้านครั้ง!!!

เท่านั้นแหละค่ะ ต่อมเผือกก็เริ่มทำงานในทันที รีบเข้าไปเสิร์ชใน Google เลยว่า นางกำลังทำอะไรกันแน่ จน เพิ่งเข้าใจเอาหมาดๆ ว่า

.

.

(นางเป็นเจ้าแม่ขายแตงกวาดองรายใหญ่ของโลก….เอิ่ม…ไม่ใช่แล้ว)
นางกำลังผลิตเสียงแบบ ASMR ให้คนฟังอยู่

ว่าแต่ ASMR คืออะไร ?


ถ้าเอาแบบบ้านๆ ภาษาคนพูดกัน ก็คือภาพ เสียง และสัมพัส (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ที่ส่งผลโดยตรงต่อสมองเรา ทำให้คนที่ได้รับฟินและรู้สึกผ่อนคลาย (เรียกเต็มๆ ว่า Autonomous sensory meridian response) จนถึงขั้นมีความสุขเลยก็มี (พวกทะลึ่งบางกลุ่มจึงเอาไปประยุกต์ใช้กับ Sex) นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเครียดและปัญหาอาการนอนไม่หลับ

โดยเจ้า ASMR จะแตกต่างกับ White noise ตรงที่มันเป็นเสียงอะไรก็ได้ ตั้งแต่เสียงหวีผม เสียงสับไหล่เวลาเข้าห้องน้ำ หรือแม้แต่เสียงมีดที่กำลังซอยผักอยู่บนเขียง

ปล.White noise มักนิยมใช้กับเด็กทารกวัยแรกเกิด ในช่วงที่เพิ่งออกมาจากครรภ์แม่ และยังปรับตัวไม่ได้ เครียด ร้องไห้บ่อย เสียงจะมีลักษณะอู้อี้ๆ ซึ่งถ้านับกันจริงๆ ก็จะถูกจัดอยู่ใน ASMR ประเภทนหนึ่งด้วยเช่นกัน

“เจอเสียงที่ใช่ ก็นั่งจุ้มปุ้กอยู่หน้าจอได้เป็นชั่วโมง”

แน่นนอนว่าพอรู้อย่านี้แล้ว ไอ้เราก็เกิดความสงสัย ว่าตัวเองชอบเสียงอะไรกันแน่ แต่จะให้ไล่เปิดดูในยูทูปก็กลัวว่าจะกินเวลาเกิ๊น เพราะ Content ประเภทนี้มีให้เลือกกว่าหมื่นๆ คลิป ประเดี๋ยวรู้ตัวอีกทีจะเลยปีใหม่เอา

คราวนี้เลยกลับมาลองทางเลือกใหม่ ใช้แอปฯ ในโทรศัพท์เป็นตัวช่วยแทน เห้ย….ปรากฏว่าเวิร์คเอามากๆ ช่วยให้แอดค้นหาเสียงที่เหมาะกับตัวเองจนเจอ!!! (ไม่รู้ว่าอุปทานเองไปคนเดียว รึเปล่านะ) ที่สำคัญคือ มันฟรีจร้าาาาาาาาา ไม่ต้องเสียเงินสักแดงเดียว

[Review] แอปสำหรับ ASMR ช่วยให้ผ่อนคลาย มีความสุข


Sleep Orbit

สำหรับเจ้าแอปนี้ ข้อดีอย่างแรกที่แอดสังเกตเห็นก็คือ มันรองรับภาษาไทยคือรองรับการใช้งานด้วยภาษาไทย ที่สำคัญคือ ปรับแต่งง่ายไม่ยุ่งยาก สามารถผสมเสียงให้เล่มพร้้อมๆ กันได้ แต่นิดนึงติดตรงที่ว่า ลูกเล่นของตัวแอปมีน้อยไปหน่อย เสียงไม่หลากหลายหาที่ตรงกับตัวเองยาก

ASMR เสียงจำเพาะเบาๆ ที่ช่วยให้คนฟังรู้สึกผ่อนคลาย หลับง่าย มีความสุข ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมอง // YouTuber หัวใส นำมาดึงดูผู้ชมกว่า 30 ล้านคนทั่วโลก!!!

กดเข้าไปปุ๊ป มันจะให้เราเริ่มต้นสร้างเสียงในทันที แต่อย่างที่บอกไป คือตัวเลือกมันน้อยมากๆ เลื่อนลงไปไม่ทันไรก็หมดและ

ASMR เสียงจำเพาะเบาๆ ที่ช่วยให้คนฟังรู้สึกผ่อนคลาย หลับง่าย มีความสุข ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมอง // YouTuber หัวใส นำมาดึงดูผู้ชมกว่า 30 ล้านคนทั่วโลก!!!

เริ่มแรกให้ลองเลือกดูหลายๆ อันนะ จนกว่าจะเจอเสียงที่ถูกจริต
ส่วนของแอดก็อันนี้เลย “กองไฟ”(ที่เร้าร้อนเหมือนตัวแอดเอง)

ASMR เสียงจำเพาะเบาๆ ที่ช่วยให้คนฟังรู้สึกผ่อนคลาย หลับง่าย มีความสุข ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมอง // YouTuber หัวใส นำมาดึงดูผู้ชมกว่า 30 ล้านคนทั่วโลก!!!

เสร็จแล้วตัวแอปก็จะให้เราเลือกปรับความดังเบา
ปล.ถ้าเสียงเดียวยังไม่ถูกใจก็เพิ่มไปอีกอัน สองอัน สามอันได้แล้วแต่ความชอบ

ASMR เสียงจำเพาะเบาๆ ที่ช่วยให้คนฟังรู้สึกผ่อนคลาย หลับง่าย มีความสุข ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมอง // YouTuber หัวใส นำมาดึงดูผู้ชมกว่า 30 ล้านคนทั่วโลก!!!

สองอันก็น่าจะเหาะแล้วกับ Mix นี้ ตั้งชื่อว่า “เคสตร้าหน้าเตาหมูกระทะ” เสียงแบบ เฮ้อออเว่อร์วังอลังการสุดสู๊ดดดด

TaoMiX2 


มาดูตัวที่สองกันบ้างกับเจ้า TaoMiX2 ตัวนี้หน้าตาของมันจะค่อนข้างทันสมัยกว่า Sleep Orbit เป็นไหนๆ เป็นเสียง ASMR ที่เฉพาะเจาะจงและให้เลือกมากถึง 150 แบบ (ถ้าจ่ายเงินซื้ออะนะ) พูดได้เลยว่าปีๆ นึงฟังไม่หมดหรอก แต่สำหรับมือใหม่ จะแอบใช้งานยากหน่อยๆ เพราะลูกเล่นแพรวพราวมากกว่าเป็นแอปเสียงธรรมดา

ASMR เสียงจำเพาะเบาๆ ที่ช่วยให้คนฟังรู้สึกผ่อนคลาย หลับง่าย มีความสุข ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมอง // YouTuber หัวใส นำมาดึงดูผู้ชมกว่า 30 ล้านคนทั่วโลก!!!

ตอนเข้ามาแรกๆ อาจจะงงกันนิดหน่อย (ขนาดแอดยังต้องใช้เวลา) ว่าไอกลมๆ ที่มันเป็นสีเอาไว้ใช้ทำอะไร ทำไมต้องมีหลายอัน เล่นไปเล่นมาพอจับทางได้ ว่ามันคือเสียงเบื้องต้นที่แอปให้มา เสียงสัตว์บ้าง เสียงลมบ้าง ใครที่ไม่ชอบใจก็แตะไปทีมันหนึ่งทีเพื่อลบออก หรือจะแตะค้าง 2-3 วิ เพื่อปรับความดัง-เบาของเสียง

ทีนี้ก็มาดูเสียงกันบ้าง เห็นมั้ยว่ามีให้เลือกเต็มไปหมด แต่เนื่องจากของแอดไม่ได้ซื้อค่าสมาชิก เลยใช้ได้แค่บางตัวตามที่เห็น

ASMR เสียงจำเพาะเบาๆ ที่ช่วยให้คนฟังรู้สึกผ่อนคลาย หลับง่าย มีความสุข ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมอง // YouTuber หัวใส นำมาดึงดูผู้ชมกว่า 30 ล้านคนทั่วโลก!!!

Tips: ยิ่งไอตัวกลมๆ ขาวๆ เข้าใกล้วงไหน เสียงนั้นมันก็จะได้ยินชัดมากกว่าเสียงอื่นๆ ดังนั้นคนฟังก็ไม่ต้องกลัวเบื่อ

ASMR เสียงจำเพาะเบาๆ ที่ช่วยให้คนฟังรู้สึกผ่อนคลาย หลับง่าย มีความสุข ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมอง // YouTuber หัวใส นำมาดึงดูผู้ชมกว่า 30 ล้านคนทั่วโลก!!!

ที่สำคัญมีระบบแจ้งเตือนด้วยนะ เพื่อใครเอามาฟังเพลินจนลืมเวลาทำการทำงาน ว่าผ่านมากี่ชั่วโมง (แหนะ…ยังมีลูกเล่นอีกให้เลือกเสียงเตือนอีกด้วยนะ ร้ายจริงๆ)

ASMR เสียงจำเพาะเบาๆ ที่ช่วยให้คนฟังรู้สึกผ่อนคลาย หลับง่าย มีความสุข ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมอง // YouTuber หัวใส นำมาดึงดูผู้ชมกว่า 30 ล้านคนทั่วโลก!!!

ทั้งสองแอป ก็เป็นตัวอย่างเบื่้องต้น ที่แอดเลือกสรรมาให้กับเพื่อนๆ มือใหม่ สำหรับใครที่เครียดๆ จากการเรียน หรือหน้าที่การงาน ไม่รู้จะไปลงที่ไหน ก็อย่าลืมลองใช้ ASMR เป็นตัวช่วย ไม่แน่ว่า เพื่อนๆ อาจจะพบกับวิธีการง่ายๆ ที่ช่วยให้มีความสุขมากขึ้นแบบทันตาเห็น

HEIF&HEVC แก้ปัญหาไอโฟนเมมเต็ม แบบไม่ต้องลบรูป ประหยัดพื้นโทรศัพท์สูงถึง 2 เท่า!!!

0

“เมมเต็มอีกแล้ว” “ตัดใจลบรูปไม่ลง”
“ไม่อยากเสียเงินซื้อ iCloud เพิ่ม”

ไม่มีอีกแล้วกับปัญหาชวนอารมณ์เสีย ถ้ารู้จัก HEIF&HEIC

HEIF&HEVC หมดปัญหาโทรศัพท์เมมเต็มไว พื้นที่ไม่พอ


HEIF&HEIV หรือที่เรียกเต็มๆ ว่า High Efficiency Image Format และ High Efficiency Video Compression คือ การบีบอัดไฟล์รูปภาพและวีดีโอแบบใหม่ ที่ทาง Apple คิดค้นขึ้น (มีเฉพาะใน iOS) เพื่อให้มันกินขนาดพื้นที่น้อยลง แต่ยังคงรายละเอียดไว้ได้มากที่สุด 

ซึ่งการปรับขนาดไฟล์ด้วยวิธีนี้ จะเป็นหนึ่งในทางออกของเพื่อนๆ สำหรับจัดการปัญหาเมมเต็มบ่อย ไม่อยากลบแอป ลบรูปออกจากโทรศัพท์ ต้องเสียเงินซื้อ iCloud หรืออุปกรณ์อื่นๆ เสริม

วิธีตั้งค่าการใช้งาน จัดเก็บพื้นที่อย่างเหมาะสมด้วย HEIF&HEVC


  1. ให้เพื่อนๆ เข้าไปที่ตั้งค่า
  2. เลื่อนลงมาด้านล่างสุด แตะไปที่ “กล้อง”
  3. ไปที่รูปแบบ
  4. ระบบจะให้เพื่อนๆ เลือก ว่าต้องการจับภาพด้วยกล้องแบบไหน แตะที่ “เข้ากันได้มากที่สุด”
  • High Efficiency ประสิทธิภาพสูงสุด = ไฟล์ HEIF(สำหรับภาพนิ่ง) และ HEVC(วีดีโอ) คุณภาพใกล้เคียงกัน แต่ประหยัดพื้นที่มากกว่าถึง 2 เท่า!!
  • Most Compatible เข้ากันได้มากที่สุด = ไฟล์ JPEG  กินพื้นที่หน่อย ใช้งานได้สะดวก เปิดได้ทุกอุปกรณ์

เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้นวิธีการเพิ่มพื้นที่ให้โทรศัพท์ โดยที่เพื่อนๆ ไม่ต้องเสียสตางค์สักบาทแถมไม่ต้องลบรูปหรือวีดีโอออกแม้แต่ไฟล์เดียว!!!

เปรียบเทียบขนาดไฟล์ภาพที่จัดกับแบบธรรมดา(JPEG)  VS ผ่านการบีบอัด (HEIF&HEVC) 
ตั้งค่าวิธีใช้งาน HEIF&HEIC ฟีเจอร์ฟรี!!! สุดล้ำบน iPhone เก็บรูปได้มากขึ้นถึงสองเท่า จัดการปัญหาเมมเต็ม พื้นที่น้อย รวมถึงปัญหาเปิดรูปในคอมไม่ได้
เห็นได้ว่า ขนาดของตัวไฟล์ทั้งสอง แตกต่างกันอย่างเห็นถึง 2 เท่า!!!
แยกกันไม่ออกเลย เหมือนกันอย่างแกะกับแพะ อย่าลืมว่าไฟล์เล็กกว่ากันถึงสองเท่านะจ๊ะ

Q&A คำถามที่มักเจอบ่อยๆ


ไฟล์ชื่อไม่คุ้น จะอัพรูปลง Social หรือส่งให้ Android ได้หรือไม่

ตอบ ได้ตามปกติ  

แม้ตัวไฟล์ต้นฉบับ จะไม่ใช่ JPEG อีกต่อไป แต่เวลาที่เพื่อนๆ อัพรูปผ่านแอปหรือส่งให้พ่อกับแม่ในไลน์ครอบครัว iPhone จะทำการแปลงไฟล์เป็น JPEG โดยอัตโนมัติ ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาใดๆ เว้นแต่เพื่อนๆ จะดึงรูปเข้า PC หรือ Mac book โดยตรง ผ่านสาย USB

แก้ปัญหา (HEIF&HEVC) เปิดรูปในคอมไม่ได้

ปัญหาเปิดรูปในคอมไม่ได้ มักจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเพื่อนๆ ซิงค์โทรศัพท์กับคอม Pc และอุปกรณ์ mac ที่ไม่สามารถติดตั้ง macos high sierra ผ่าน USB หรือสายเคเบิ้ล โดยวิธีแก้ปัญหาเบื้องต้น สำหรับใครที่ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น ไม่มีปัญหาเรื่องพื้นที่จัดเก็บรูปและวีดีโอ คือเปลี่ยนการตั้งค่าเสียใหม่ ดังนี้

  • ตั้งค่า > กล้อง > รูปแบบ > ประสิทธิภาพสูง
    (Setting > Camera > Format > High Efficient)

สำหรับ อีกทางเลือกหนึ่ง ของเพื่อนๆ ที่ยังต้องการใช้ฟีเจอร์นี้ หรือต้องการเปิดรูป HEIF&HEVC ในคอมแบบเร่งด่วน ก็แนะนำให้ใช้ โปรแกรมเสริมเพื่อแปลงไฟล์ อย่าง iMazing HEIC Converter ซึ่งเปิดให้ดาวน์โหลดฟรี ทำงานได้กับทั้ง PC และอุปกรณ์ Mac ไม่อย่างนั้น ก็ไปที่เว็บไซต์ออนไลน์ เช่น heictojpg หรือ apowersoft เพื่อทำการแปลงไฟล์ในทันที

จบไปแล้วกับวิธีจัดการเซฟพื้นที่เก็บรูปในเครื่อง ความจุมีน้อย ใช้สอยอย่างประหยัด (เพราะเพิ่มเมม แพงม้ากกก)

Lightning to Sd Card Camera Reader อุปกรณ์ของคนเล่นกล้อง ที่ควรมีติดไว้

0

lightning to sd card camera reader รีวิว [by Mini Story จากประสบการณ์จริง]

อยากลงรูปเลยอะ ส่งให้หน่อยได้มั้ย ตอนนี้เลย
เอาตอนนี้นะเว้ย นานแล้วนะ เมื่อไหร่จะได้
ลงชาตินี้นะอี.. ไม่ได้ลงชาติหน้า
เมื่อไหร่จะส่งรูปให้…วะ

เรื่องจุกจิกน่ารำคาญสะท้อนปัญหาสังคม ที่คนถือกล้องดิจิตอลต้องเจอเวลาถ่ายรูปเสร็จ บั่นทอนความสัมพันธ์ของเพื่อนสนิทและชีวิตคู่รัก ให้ต้องแยกย้ายและมีเลือดตกยางออก (โดยเฉพาะฝั่งที่ร่างกายบอบบางกว่าอย่าง “สามี”)

ไอ้คนว่าก็ว่าไป คือมันไม่เข้าใจหรอ? ว่าจะส่งรูปจากกล้องเข้าโทรศัพท์ มันยากขนาดไหน โดยเฉพาะกล้องดิจิตอลเนื่ย มันมี Wifi ไว้คอยส่งรูปก็จริง แต่สัญญาณมันเ***ยมากเลยนะ ส่งก็ส่งได้ทีละเครื่อง ยิ่งรูปใหญ่ความเร็วยิ่งอืด “ถ้ามันง่ายนักทำไม่ไม่ลองเอาไปทำเองเล่า” เสียงสะท้อนเบาๆ จากเพื่อนที่กำลังนั่งส่งรูปเข้าไอโฟน

คือรู้รึเปล่า ไอ้การที่จะได้รูปมาแต่ละไฟล์มันไม่ง่ายนะเออ ต้องมีแอปฯเฉพาะของมัน ไหนจะต้องต่อ Wi-Fi กับโทรศัพท์ ที่สำคัญเวลาส่งก็มานั่งเล่นเน็ตชิวๆ ไม่ได้ ต้องคอยรับสัญญาณจากกล้องอยู่ เสียอารมณ์เพราะโดนว่า เสียแบตฯ เสียทั้งเวลา 

ยิ่งพวกแม่ๆ  เห็นเราฝีมือดีหน่อย (จริงๆ ไม่ต้องมีหรอกฝีมือหน่ะ แค่มีสตางค์ซื้อกล้องก็เป็นอันผ่านแล้ว) เล่นถ่ายรูปเป็นล้าน!!! (พูดไปแล้วจะหาว่าเวอร์ แต่ความรู้สึกมันประมาณนั้นจริงๆ) ซึ่งกว่าจะอัพรูปได้ทั้งหมด ปาเข้าไปเป็นวันครึ่งวัน (เพราะไม่ได้มีแค่นางคนเดียวที่อยากได้รูป เข้าใจมั้ย?!!) แต่พอจะให้เลือกแค่ 2-3 อันก็ไม่เอา บอกมาว่า “เลือกยาก” “ไม่ถูกใจ” โถ่ชีวิต

กลับมาอีกด้าน


ส่วนทางเราก็โทรหา ไลน์จิก โพสหน้าวอล ทำทุกอย่างที่จะตามได้ ขนาดเส้นไหว้ก็ยังมี “เพื่อนอยากกินอะไรไหม เดี๋ยวไปซื้อมาให้” เป็นบทพูดประจำแบบหวังดีประสงค์ร้าย ที่ตัวโกงมักใช้ให้คนดีมาติดกับ เพื่อจะได้เป็นคนแรกๆ ในก๊วน ที่ลงรูปและเช็คอินในสถานที่นี้ก่อน 

แต่อย่าลืมไปว่า เราทำได้คนอื่นก็ทำได้ ทีนี้เกิดเป็นจิตวิทยาน้อยๆภายในกลุ่ม เพราะตัวร้ายเยอะเหลือเกิน ใช้อำนาจบังคับบ้างแหละ ใช้สถานะบังคับบ้างแหละ “ก…เป็นแฟนมึ…นะ” “ก…เป็นเพื่อนมึ…ตั้งแต่ประถมนะเว้ย” หรือแม้แต่ “เพื่อนกับแฟนอันไหนสำคัญกว่ากัน!!” ก็ได้ยินมาเป็นประจำ ไอ้ตอนพูดก็ขำๆ กัน แต่หลังฉากแอบงอนกันจริงจังก็มีนะจ๊ะ อย่าให้ต้องเหลาออกสื่อ (ส่วนในใจก็คิดว่าอย่าให้มันเลือกเลย เดี๋ยวความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนที่ดีจะจบกันเพราะรูปไม่กี่ใบ)

ดีขึ้นมาหน่อยเพื่อความแฟร์ คือส่งทีเดียวเข้ากรุ๊ปไลน์ “รวมเพื่อนมหาประลัย” ไม่มีใครได้ก่อนหลังเว้นแต่เจ้าของกล้อง (อันนี้ให้สิทธิ์นางหน่อย) แต่อย่างที่บอกคือ feel มันไม่ได้ ปลอมมากๆ ไม่ Real time แบบจริงๆ จังๆ  เพราะเล่นถ่ายตอนกลางวันแดดอ่อนๆ ไปลงอีกทีตอนเย็นมันก็ไม่ใช่เรื่องแล้ว

ท้ายที่สุดไม่รู้จะทำยังไง แอดก็ลองติด Lightning to SD Card Camera Reader (ชื่อจะยาวไปไหนเนี่ย!!) ของ Apple ไปด้วย ปรากฏว่าเวิร์คมากจะอีแม่จ๋า แค่ “ดึงและเสียบ” ไม่กี่ขั้นตอน เหมือนกับว่าสามารถเอาการด์จากกล้อง ต่อเข้ากับ iPhone ได้โดยตรง ไม่ต้องเสียเวลาติดตั้งแอปฯให้ยุ่งยาก (ก็แหงหล่ะสิของบริษัทเดียวกัน) ที่สำคัญพกพาง่าย น้ำหนักเบาหวิว

Lightning to Sd Card Camera Reader อุปกรณ์ดีๆ ของ Apple สำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องการ ส่งรูปจากกล้องเข้าโทรศัพท์ แบบด่วนจี๋ น้ำหนักเบา พกง่าย ไม่ต้อง Wi-Fi
ดูสิ เล็กขนาดไหนเนี่ย OMG!!!

ทุกครั้งเวลาถ่ายรูปเสร็จก่อน Move ไปที่อื่น ก็ยืมการ์ดนางมาจิ้มกับเจ้า SD Card Reader  เพื่อดึงรูปเข้ามือถือ แรกๆ เจ้าของกล้องมันก็ไม่ตกใจอะไรมาก แต่พอมานั่งอยู่ด้วยกับเซอร์ไพรส์ เพราะมันโหลดโค-ตะ-ระเร็ว แถมยังไวมากกว่า Wi-Fi จากกล้องดิจิตอลเห็นๆ 

วิธีใช้ card reader iphone

ส่งรูปกล้องเข้าโทรศัพท์


1.ดึงการ์ดจากตัวกล้องดิจิตอล มาเสียบที่ส่วนท้ายของสาย SD Card Reader

Lightning to Sd Card Camera Reader อุปกรณ์ดีๆ ของ Apple สำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องการ ส่งรูปจากกล้องเข้าโทรศัพท์ แบบด่วนจี๋ น้ำหนักเบา พกง่าย ไม่ต้อง Wi-Fi

2.นำหัว Lightning ต่อเข้ากับอุปกรณ์ (จะเป็น iPad หรือ iPhone ก็ได้ แต่ต้องเป็น iOS13.0 ขึ้นไปเท่านั้น)

Lightning to Sd Card Camera Reader อุปกรณ์ดีๆ ของ Apple สำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องการ ส่งรูปจากกล้องเข้าโทรศัพท์ แบบด่วนจี๋ น้ำหนักเบา พกง่าย ไม่ต้อง Wi-Fi

3.เมื่อใช้งานแอป Photo จะปรากฏไอคอนรูปกล้องที่มุมขวาล่างของโทรศัพท์ (โผล่มาแบบเนียนๆลื่นๆเลยจ้า) 

4.คลิกไปที่ไอคอนนั้นแล้วเริ่มเลือกรูปที่ต้องการเลยจร้า
***Tips ตัวระบบจะไม่แสดงความละเอียดของรูป 100% ในทันที เพื่อนๆ คนไหนที่อยากเห็นชัดๆ ก็กดเปิดดูรูป หรือ ให้แตะค้างไว้สัก 1-2 วินาที แล้วมันจะ Pop Up ขึ้นมาเอง

5.ถ้าเพื่อนๆ ต้องการโหลดรูปที่เลือกลงมือถือ ให้แตะไปที่ “import selected” 

6.พอดาวน์โหลดเสร็จ ระบบให้เพื่อนๆ เลือกว่าต้องการจะลบรูปในการ์ดทิ้งดีรึเปล่า (หรือจะเก็บไว้ในการ์ดก่อน)

ย้ายข้อมูลจากโทรศัพท์ เข้าการ์ด


  1. เลือกรูปที่ต้องการ
  2. แตะไปที่ไอคอนสี่เหลี่ยมมุมขวาล่าง
  3. ไปที่ “บันทึกไปยังแอปไฟล์”
  4. เลือกโฟลเดอร์ที่ต้องการเก็บข้อมูล (จะเห็นว่ามีการ์ดอยู่ เซฟเข้าไปในนั้นได้เลย)

เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้น วิธีการดึงรูปจากกล้อง แบบด่วนจี๋เคอรี่จ๋า เห็นอย่างนี้แล้วก็อย่าลืมมีติดตัวกันไว้เด้อ

ปล.นอกจากรูปแล้ว สามารถใช้เก็บไฟล์อื่นๆ ได้อีกหลายประเภทด้วยนะ ส่วนจะอ่านหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับตัวระบบ iOS นั่นเอง

ใครที่อยากได้ ก็ไปจัดที่ Apple Store หรือ iStudio ได้เลยจ้าา ราคา 1190 บาท 🙂
หรือติดตามเราก่อนได้ มีข่าวดีเร็วๆนี้แน่นอน ^_____^

Smartphone Addiction ชีวิตพังเพราะ ติดโทรศัพท์

0
โรคไม่ติดต่อที่น่ากลั๊ว น่ากลัว ของคนยุคใหม่

อะไรเอ่ย Smartphone Addiction 


ต้องยอมรับกันแต้โดยดี ว่า Smartphone ในปัจจุบัน เป็นอวัยวะสำคัญของใครหลายๆ คนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (อย่างน้อยๆ ก็มากกว่าไส้ติ่ง) มันไม่ได้มีดีแค่โทรเท่านั้น แต่ยังต้องใช้ทำงาน ค้นหาข้อมูล ดูหนัง คลายเครียด บลา บลาา บลาาาา

แต่เพื่อนๆ รู้หมือไร่ ทุกๆ ครั้งมีการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาใช้งาน เท่ากับว่าเรากำลังถูกหั่นออกจากโลกแห่งความเป็นจริง!!! ไม่ได้ Interact กับคนรอบข้าง ทั้งๆ ที่นั่ง(แทบจะขี่คอ)อยู่ด้วยกัน  แต่กลับไม่มีการโต้ตอบใดๆ เอาแต่สไลด์ฟีดข้อมูลบน Facebook เผลอแปปเดียวแยกย้ายกันกลับบ้าน ได้คุยกันจริงๆ ไม่กี่ประโยค….

หนักกว่านั้น บางคนถึงขนานควบคุมตัวเองไม่ได้ ต้องมีโทรศัพท์ติดตัวไว้คอยเช็ค email line หรือ Instagram อยู่ตลอด เปิดวนไปวนมา ดูแล้วดูอีก ทั้งที่ไม่ได้มีธุระสำคัญอยู่ในนั้น จนไม่เป็นอันทำงานทำการ Focus อะไรนานๆ ไม่ได้ แฟนก็เริ่มตีตัวออกห่าง ——– ก่อนที่ปัญหาทั้งหมดจะเกิดขึ้นจริง จะดีกว่าไหม ถ้าเพื่อนๆ สามารถรู้ทันมือถือ และใช้มันให้เกิดประโยชน์ ไม่มีพิษมีภัยกับเราและครอบครัว /// เกริ่นมายืดยาวซะขนาดนี้ ถึงเวลาสมควรแล้ว ที่เรา จะได้รู้จักกับโรคติดสมาร์ทโฟนกันมากขึ้น 

โรคติดโทรศัพท์ สมาร์ทโฟน มือถือ (จะเรียกอะไรก็ช่างเอาเป็นว่าความหมายเดียวกัน) หรือที่ผู้มีความรู้เรียกกันว่า “Nomophobia” (อาการหวาดกลัวที่อยู่แบบไม่มีมือถือ) มักเกิดขึ้นกับคนที่ชอบเล่นอินเตอร์เน็ต ซึ่งความรุนแรงของมันค่อนข้างมีหลายระดับ ตั้งแต่ที่สามารถจัดการด้วยตนเอง ไปถึงขั้นที่ต้องให้จิตแพทย์หรือคุณหมอมาเป็นตัวช่วย

โดยสาเหตุของแต่ละคนนั้น ค่อนข้างแตกต่างกันตามสปีชีส์ ขึ้นอยู่กับปัญหาที่เจอ แต่โดยหลักๆ แล้ว มักไม่พ้นจาก 4 ประเภทนี้

  1. ถูกกระตุ้นให้เกิดความสัมพันธ์ที่จับต้องไม่ได้ (Virtual relationships) ทั้งจากตัว Apps Social media และ Messenger โดยเพื่อนๆ จะรู้สึกว่า โลก Online มีสำคัญมากกว่าคนที่อยู่ตรงหน้า (ดูได้จากโต๊ะอาหาร ที่ทุกคนเอาแต่กดโทรศัพท์) เพราะมันไม่มีเรื่องที่ทำให้ต้องปวดหัว ไม่มี Follower คนไหน เรียกร้องให้ไปเข้าห้องน้ำด้วยกัน ทั้งที่เราก็ยังไม่ปวด ไม่โดนงอนเพราะลืมวันสำคัญ
  2. ข้อมูลล้นสมอง (Information overload) จากการที่เพื่อนๆ เข้าดูเว็ป….(ข่าว) ฟีดข้อมูล วีดีโอเกม ฯลฯ เยอะเกินความจำเป็น จนหมดพลังงานในการทำงานหรือเรียนในปัจจุบัน บางครั้งถึงขั้นเพิกเฉยต่อคนรอบข้าง ได้ยินอะไรมาเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาแบบจับใจความไม่ทัน ละเลยการร่วมกิจกรรมและสร้างความสัมพันธ์กับคนใกล้ตัว ทั้งครอบครัว และเพื่อนๆ
  3. เข้าถึงสื่อลามกง่ายขึ้น (Cybersex addiction) ทั้งเสียง รูปภาพ และคลิปวีดีโอ เวลาส่วนมากจึงหมดไปกับการจินตนาการ ที่ไม่มีทางเกิดขึ้นจริงในโลกปัจจุบัน รวมไปถึงการใช้แอปฯ หาคู่ ที่ไม่ช่วยให้เกิดความสัมพันธ์ในระยะยาว ทั้งยังทำลายความสัมพันธ์เดิมที่มีอยู่เดิม (พ่อบ้านทั้งหายฟังไว้ให้ดี)
  4. ถูกบังคับทางอ้อม (Online compulsions) ให้เพื่อนๆ ลงมือทำบางอย่างบนโลก Online แบบไม่จำเป็น เช่น ซื้อเสื้อหนาวที่กำลังลดในฤดูร้อน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้ใช้แน่ๆ  ขายหุ้นที่กำไรตก พนันบอลที่กำลังจะเตะ ฯลฯ โดยปราศจากการยั้งคิด (เอามันไว้ก่อน เรื่องเงินไว้ทีหลัง) ส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา 

ติดโทรศัพท์ ก็เหมือนติดยา


การใช้ smartphone ที่มากเกินไป นอกจากจะทำให้ความสัมพันธ์กับคนรอบตัวดรอปลง ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมองและอารมณ์ของเพื่อนๆ ทำให้เกิดความเครียดและความกังวล โดยเฉพาะกับคนที่ชอบใช้มันเป็นเครื่องกำบัง เพื่อหลีกเลี่ยงภาษากายของคู่สนทนาด้วยกัน

ผลข้างเคียงของการติดโทรศัพท์

  • สร้างความรู้สึกโดดเดี่ยวและหดหู่ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่ติด Social เพราะมันจะทำให้พวกเขาเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตกับคนอื่นๆ 
  • เกิดความวิตกกังวล นักวิจัยพบว่า การมีโทรศัพท์ในที่ทำงาน ส่งผลให้พนักงานมีความกังวลเพิ่มขึ้น และลดประสิทธิภาพของงานที่ทำ
  • ความเครียดเพิ่มขึ้น เพราะขาดความเป็นส่วนตัว รู้สึกเหมือนว่ามีแรงกดดันจากงานอยู่เสมอ เหมือนเพื่อนๆ ไม่เคยวางมือจากมันแม้ในวันหยุด ต้องคอยตรวจสอบ email และไลน์ จากเจ้านายหรือลูกค้า ทำให้เกิดความเครียดสะสมและเริ่มเบื่อหน่ายกับชีวิต
  • สมาธิสั้นลง ด้วยข้อมูลจำนวนมากที่ไหลเข้ามาตลอด 24 ชม. ทั้งฟีตข่าว การแจ้งเตือน ข้อมูลส่วนลด ฯลฯ หากปราศจากการควบคุมที่ดี เพื่อนๆ จะหลุดโฟกัสบ่อย ไม่สามารถมีสมาธิกับใดสิ่งหนึ่งสิ่งหนึ่งได้เป็นระยะเวลานาน
  • การนึกคิดและจินตนาการลดลง เพราะเสียงแจ้งเตือนของโทรศัพท์ จะเบี่ยงเบนความสนใจของเพื่อนๆ จากงานที่สำคัญ ทั้งยังชะลอและรบกวนความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ
  • นอนหลับไม่เต็มอิ่ม ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการมีสุขภาพที่ดี ส่งผลกระทบต่อความจำ ความคิดเชิงเหตุผล และการเรียนรู้
  • คนรอบตัวเริ่มตีตัวออกห่าง ผลการศึกษาจากประเทศอังกฤษพบว่า เพื่อนๆ ที่ชอบเล่น social media เป็นประจำ มักมีพฤติกรรมทางลบ ชอบระบายเรื่องของตัวเองให้คนอื่นๆ บนอินเตอร์เน็ตฟัง ทำให้ไม่มีใครอยากเข้าใกล้

อาการเสพติดโทรศัพท์

อาการติดมือถือนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขหรือความถี่ในการใช้โทรศัพท์ แต่มันจะเป็นปัญหาก็ต่อเมื่อ Smartphone เข้ามาส่งผลกระทบต่องาน หรือความสัมพันธ์กับคนรอบตัว ซึ่งถ้าเพื่อนๆ พบว่า ตัวเองเริ่มเฉยชากับพ่อ-แม่ นัดไปไหนก็ไม่ยอมออก ต้องหยิบมือถือขึ้นมาคอยอัพเดทตอนกินข้าวและขับรถ ก็ถือเป็นสัญญาณเบื้องต้น ที่เพื่อนๆ ต้องกลับมาเช็คตัวเองแล้ว

สัญญาณเตือนของอาการ ติดโทรศัพท์

  • ทำงานไม่เสร็จภายในเวลาหรือช้ากว่ากำหนดการ โดยเฉพาะงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ที่ไมต้องใช้ความสามารถเยอะ เช่น ล้างจาน หรือรีดผ้า เพราะมัวแต่วุ่นอยู่กับโทรศัพท์
  • ออกห่างจากครอบครัวและเพื่อน ใช้เวลาอยู่กับมือถือเป็นส่วนใหญ่ (รวมถึงแท็บเล็ต ฯลฯ) จนรู้สึกว่าในชีวิตจริงไม่มีใครให้ปรึกษา หลุด Focus กับบทสนทนาของคนรอบตัวอยู่บ่อยๆ แฟนเชื่อว่าเราแอบมีใครคุยอยู่บนโลกออนไลน์
  • ปกปิดการใช้โทรศัพท์ ไม่อยากให้ใครเห็นเวลาเล่นอินเตอร์เน็ต โกหกคนอื่นๆ ถึงเวลาการใช้งาน หงุดหงิดทุกครั้งถ้ามีคนเข้ามาเตือนหรือขัดจังหวะการใช้งาน
  • กลัวว่าจะพลาดข้อมูลสำคัญ รู้สึกตะหงิดๆ ถ้าไม่ได้หยิบมือถือขึ้นมาเช็คฟีตข้อมูล อยากรู้เสมอว่าชีวิตของคนอื่นเป็นอย่างไร ยอมลงทุนนอนดึกเพื่อให้ได้รู้สถานะของเพื่อนๆ
  • กังวล หงุดหงิด เครียด โลกเหมือนจะแตกถ้าลืมโทรศัพท์ทิ้งไว้ที่บ้าน แม้กระทั่งกับตอนที่แบตฯ ใกล้จะหมดหรือระบบขัดข้อง รู้สึกเหมือนมีข้อความเข้าทั่งที่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น 

อาการถอนโทรศัพท์

ผลกระทบข้างเคียงเมื่อเพื่อนๆ เริ่มพยายามละจากอินเตอร์เน็ตและมือถือ 

  • ร้อนรน
  • โกรธ หงุดหงิด
  • ไม่มีสมาธิ
  • นอนไม่หลับ หลับไม่เต็มอิ่ม
  • อยากหยิบโทรศัพท์หรืออุปกรณ์อื่นๆ ขึ้นมาแทน

วิธีแก้อาการติดโทรศัพท์ 


การจัดการกับปัญหาติดมือถือนั้น ค่อนข้างมีหลายวิธี ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานไปถึงระดับแอดวานซ์อย่างการหักดิบเอาเสียดื้อๆ ซึ่งถ้าเพื่อนๆ สามารถเลือกวิธีการที่เหมาะกับตัวเอง การจะจัดการก็ง่าย เหมือนปลอกกล้วย

แต่ก่อนที่จะไปเริ่มแก้ไขปัญหา เพื่อนๆ ควรรู้ก่อนว่าอาการที่เป็นอยู่ ใหญ่-เล็กขนาดไหน ด้วยการใช้ฟีเจอร์บนอุปกรณ์ หรือ Apps เป็นตัวช่วยในการบอกข้อมูลบน Smartphone เพราะยิ่งเรารู้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเองเยอะ การวางแผนควบคุมพฤติกรรมก็จะยิ่งง่าย การใช้โทรศัพท์จึงเป็นเรื่องสบายๆ 

4 steps พื้นฐานก่อนเริ่มควบคุมพฤติกรรม

  1. จัดอารมณ์ความรู้สึก เพื่อนๆ ต้องรู้ก่อนว่า อารมณ์แบบไหนจะทำให้เราหยิบมือถือขึ้นมาใช้ ตอนหิว เหงา เซง ฯลฯ และทุกๆ เริ่มมีสัญญาณปรากฏ ให้เพื่อนๆ ลองหาวิธีในการผ่อนคลายในแบบของตัวเอง (ที่ไม่ใช่การเล่นโทรศัพท์นะจ๊ะ)
  2. เข้าใจธรรมชาติของโลกแห่งความเป็นจริง ที่การเจอกันแบบตัวต่อตัวยังเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนอกจากคำพูด มันยังประกอบไปด้วยภาษากาย เช่น การจ้องตา รอยยิ้ม ซึ่งก่อให้ความไว้วางใจระหว่างกัน คนฟังก็รู้สึกปลอดภัย คนพูดก็ผ่อนคลาย พวกเราต่างเข้าใจความรู้สึกระหว่างกัน ตรงกันข้ามกับโลกเสมือน ซึ่งจะปราศจากเรื่องเหล่านี้  
  3. สร้างทักษะในการจัดการปัญหา แม้ว่าการเลือกส่งข้อความทางโทรศัพท์ จะเป็นทางออกที่ดีสำหรับการจัดการอารมณ์โกรธ ไม่พอใจ แต่การแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้บ่อยๆ จะทำให้ยิ่งทำให้เพื่อนๆ ติดมือถือมากกว่าเดิม 
  4. หาใครสักคนที่คอยช่วยสนับสนุน (Strengthen your support network.) เพราะบางครั้ง การทำอะไรที่ฝืนตัวเองมากๆ ด้วยตัวคนเดียว ก็เป็นเรื่องยาก ดังนั้นจึงควรหาเวลา ออกไปเติมพลังใจกับเพื่อนฟูง หรือคนในครอบครัวที่สนับสนุนเรา

ไม่ยากเลยใช่ไหม๊ กับ 4 ข้อในเบื้องต้น ที่เพื่อนๆ สามารถเริ่มต้นทำได้เลยวันนี้!! ส่วนต่อจากนี้ไป ก็จะเป็นทริกเล็กๆ น้อยๆ สำหรับการจัดการกับโทรศัพท์เจ้าปัญหาาาา

จัดการกับโทรศัพท์ ลดอาการติดมือถือ

ในทางปฏิบัติ แน่นอนว่าการที่เพื่อนๆ จะเลิกอาการเสพติด Smartphone ไปเลย โดยไม่เข้าไปยุ่งกับมันอีกคงเป็นไปไม่ได้ (และไม่คิดจะทำ) เพราะการอดใจในครั้งนี้ ไม่เหมือนกับการอดใจกินพิซซ่าก่อนนอนขณะที่ลดน้ำหนัก โทรศัพท์ยังจำเป็นต่อหน้าที่การงาน ลองนึกภาพเลขาที่ไม่เปิดไลน์ ไม่รับสายจากเจ้านาย บริษิทคงปวดหัวตาย ไหนจะเป็นงานที่ต้องติดต่อกับลูกค้า มีแฟนที่ต้องคุย ไปจนถึงบิลต่างๆ ที่ต้องจ่ายในช่วงสิ้นเดือน 

ดังนั้นคำถามที่ถูกต้องสำหรับเพื่อนๆ คือ มีวิธีการอย่างไรบ้าง ที่ทำให้การใช้โทรศัพท์ ไม่ส่งผลต่อการงานและความสัมพันธ์กับคนรอบตัว

  1. ตั้งเวลาที่แน่นอนในการใช้ (สำหรับกรณีที่ไม่จำเป็น) เช่น หลังเลิกงาน 1-2 ชั่วโมง หรือเป็นการกำหนดเงื่อนไขเล็กๆ น้อยๆ ให้เล่นได้เฉพาะหลังทำการบ้านที่อาจารย์ให้มาเสร็จ
  2. ปิดโทรศัพท์ในเวลาที่กำหนด (อย่างน้อยๆ ก็ปิดแจ้งเตือนไว้) เช่น ช่วงเวลาที่อยู่กับเพื่อนๆ บนโต๊ะอาหาร (แอดหมายถึงกินข้าวนะ ไม่ได้ไปนั่งคุยกันบนโต๊ะ) เล่นสนุกกับหลานๆ เข้ายิม ฯลฯ 
  3. วางโทรศัพท์ไว้ห่างๆ จากตัวเมื่อจะเข้านอน เพราะคลื่นแม่เหล็กและแสงสีฟ้าจากหน้าจอ จะเข้าไปรบกวนร่างกายของเพื่อนๆ ทำให้คืนนั้นหลับไม่สนิท แนะนำว่าถ้าจะอ่าน e-book หรือจะชาร์จไฟ ก็ควรทำไว้ล่วงหน้า
  4. หากิจกรรมอื่นๆทำ(ย้ำว่า…ที่ดีต่อสุขภาพ) แทนการเล่นมือถือ ไม่ว่าจะเป็น อ่านหนังสือ นั่งสมาธิ เตะบอล ดูประการัง อะไรก็ได้ร้อยแปดพันเก่า ที่จะช่วยให้เพื่อนๆ คลายเหงา
  5. ลบ social media แอปฯ ออกจากเครื่องทั้งหมด!! (อันนี้ออกจะฮาร์ดคอร์หน่อย) แต่ไม่ได้หมายความว่าจะอดเล่น Facbook Twitterไปตลอดชีวิตนะ แค่จะเล่นได้เล่นก็ต่อเมื่อ Log In บน Pc หรือ Notebook เท่านั้น
  6. จำกัดความถี่ในการใช้งาน หากใครเป็นคนที่ชอบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสำรวจคะแนนความนิยมบ่อยๆ วิธีนี้น่าจะเป็นทางออกที่ดีของเพื่อนๆ โดยให้ลองเว้นระยะการใช้งานเพิ่มมากขึ้นทีละเล็กน้อย จนกระทั่งหมดปัญหามือตืดมือถือ
  7. ยอมรับที่จะต้องตกเทรนด์บ้าง อันนี้ก็ตรงไปตรงมา เนื่องจากโทรศัพท์ในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์สำหรับโทรเข้า-ออก แต่ยังเป็นแหล่งข้อมูลชั้นดี สำหรับติดตามข่าวสารและสถานะของคนรอบตัว เพื่อนเรากำลังคบกับใคร ดาราคู่ไหนใกล้จะเลิกกัน เรียกได้ว่า มี Smartphone เครื่องเดียวก็รู้ครอบจักรวาล ดังนั้น เมื่อเพื่อนๆ คิดจะเลิกติดมือถือ ก็เท่ากับว่าจะต้องยอมเลิกรับข่าวสารบางประเภท

ให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นตัวช่วย

ส่วนเพื่อนๆ คนไหน ที่จัดการกับอาการติดโทรศัพท์ไม่ได้ด้วยตัวคนเดียว (พยายามมาทุกทางแล้ว แต่ยังไม่สำเร็จ) การไปขอคำปรึกษาจากแพทย์ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ แก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว มี option ทั้งแบบตัวต่อตัว คู่และกลุ่มหลายๆ คน เช่น

  • Cognitive-behavioral therapy การรักษาแขนงนี้ จะค่อยๆ ทำให้เราเข้าใจภาวะอารมณ์และความคิดของตัวเอง รู้ที่มาที่ไปของอาการผิดปกติ จนเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้
  • Marriage or couples counseling. เป็นการให้คำปรึกษาในกลุ่มคู่รัก ที่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งติดสื่อลามก หรือมีความสัมพันธ์เกินเพื่อนกับคนบนโลกออนไลน์ (อารมณ์คนคุยเล่นอะไรประมาณนี้) ซึ่งจะช่วยให้ความสัมพันธ์กลับมาเป็นเหมือนเดิม

ป้องกันน้องๆ ให้ออกห่างจากอาการ ติดโทรศัพท์


บ้านไหนที่มีน้องๆ ตัวเล็ก หรือกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ โทรศัพท์ถือเป็นหัวใจสำคัญ ที่อาจเปลี่ยนอนาคตของพวกเขาไปตลอด ดังนั้นการวางแผนตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นทางออกที่ดีกว่า ไม่ต้องมานั่งเสียเวลา พลังงาน และเงิน 

ดังนั้นเพื่อนๆ ที่มีน้องๆ อยู่ในครอบครัว จึงต้องวางแผนและเตรียมตัวให้ดีดังนี้…..

  • เป็นต้นแบบที่ดีในการใช้โทรศัพท์ เพราะเด็กๆ จะเลือกเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ปกครอง ยิ่งเพื่อนๆ มีการใช้มือถือที่ดีเท่าไร โอกาสที่น้องๆ จะมีอาการติดโทรศัพย์ก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น ตรงกันข้าม แม้ว่าเพื่อนๆ จะบอกให้เขาหยุดเล่นเมื่อนั่งรวมกันอยู่บนโต๊ะอาหาร แต่ตัวเองกลับตอบอีเมลเจ้านายแบบหน้าตาเฉย ในอนาคตน้องๆ ก็จะแสดงพฤติกรรมแบบเดียวกันนี้ออกมาเมื่อคุณไม่อยู่
  • ช้แอปฯ ในการตรวจสอบและจำกัดเวลาในการเล่น ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล เพราะในปัจจุบัน Smartphone เกือบทุกค่าย  มีโปรแกรมเหล่านี้ติดมากับตัวเครื่องอยู่แล้ว เพียงแค่ไปเรียนวิธีใช้นิดหน่อย ก็สามารถจัดการกับปัญหาแบบผิดที่ผิดเวลา
  • กำหนดพื้นที่ส่วนกลางในการใช้มือถือ เพื่อให้เรามั่นใจว่า พวกเขาจะไม่ใช้มันในทางที่ผิด สามารถจับตาดูและให้คำแนะนำได้ตลอดเวลา
  • ผลักดันให้น้องๆ ออกทำกิจกรรม จะเป็นอะไรก็ได้ที่เหมาะกับวัยของพวกเขา (กิจกรรมที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้เงินเสมอไป) อย่าให้พวกเขา อยู่ติดกับหน้าจอโทรศัพท์นานๆ
  • ถ้าวิธีการข้างต้นยังใช้ไม่ได้ผล แนะนำว่า ให้ลองพูดคุยกับน้องๆ เพราะไม่แน่ว่าต้นตอของปัญหาติดโทรศัพท์ อาจมาจากเรื่องใกล้ตัวอย่างปัญหาครอบครัว หรือโดนเพื่อนในชั้นแกล้ง
  • ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เพราะน้องๆ วัยรุ่น มักมีอาการต่อต้านผู้ปกครองเป็นธรรมดา (ใครไม่เจอก็คิดว่าถูกหวยชุดใหญ่) แต่ท่าทีของพวกเขาจะเปลี่ยนไป เมื่อได้ยินเรื่องเดียวกันจากปากของคนอื่นๆ ดังนั้นจึงอย่ากลัวที่จะไปขอให้อาจารย์ คุณหมอ หรือเพื่อนสนิทเป็นคนช่วยเกลี้ยกล่อมให้

จบกันไปแล้วกับปัญหามือติดโทรศัพท์ เพื่อนๆ คนไหนที่มีญาติหรือแฟนเข้าข่ายกลุ่มอาการเหล่านี้ ก็อย่าลืมช่วยเป็นกำลังใจให้พวกเขา ส่วนใครที่มีน้องๆ ตัวน้อยๆ อยู่ด้วยกัน ก็ต้องเป็นต้นแบบที่ดี ในเรื่องของการใช้มือถือ!!!

แหล่งที่มา :  https://www.helpguide.org/articles/addictions/smartphone-addiction.htm 

Audio Sharing !! วิธีแชร์เพลงและเสียงกับคนรอบตัว บนมือถือ iPhone

0

อยากดูคลิปตลกกับเพื่อนๆ บน iPad เครื่องเดียวกัน แต่ติดตรงที่อุปกรณ์รองรับ Air Pods แค่ชุดเดียว เห็นแฟนกำลังอินกับการฮัมเพลงในโทรศัพท์ ไอ้เราก็อยากฟัง แต่ไม่อยากแบ่งกันคนละข้าง….

แอดเชื่อว่าเรื่องทำนองนี้มักเกิดขึ้นบ่อยๆ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องรอหรือเดินทางไปไหนไกลๆ ซึ่งในปัจจุบัน ทาง Apple ได้ออกระบบใหม่ สำหรับแก้ไขเรื่องการรับสัญญาณ  ให้เพื่อนๆ สามารถแบ่งปันเสียงจากวีดีโอ เพลง ฯลฯ กับคนรอบข้าง เพียงแค่มีอุปรณ์ที่รองรับและ iOS&iPad OS 13.1 เป็นต้นไป

อุปกรณ์ที่รองรับแบ่งปันเสียง

  • AirPods 
  • AirPods Pro 
  • Powerbeats Pro 
  • Powerbeats 3 
  • Beats Solo Pro 
  • Beats Solo 3 Wireless 
  • Beats Studio 3 
  • Wireless BeatsX

———————————————

วิธีการ Share เสียง จากอุปกรณ์เครื่องเดียวกัน

  1. เปิด AirPods และเริ่มต้นเล่นเสียงหรือเพลงที่ต้องการ
  2. แตะไปที่ icon สามเหลี่ยมซึ่งมีวงกลมล้อมรอบ (มักอยู่ใกล้ๆ แผงควบคุมความดัง-เบาของเสียง)
  3. ไปที่ Share Audio…แล้วเลือกชุดหูฟังที่ต้องการแชร์ด้วยกัน

Tip อื่นๆ

– นำ AirPods ใส่ในเคสแล้ววางใกล้ๆ กับอุปกรณ์ที่ต้องการแชร์ด้วยกัน ระบบจะปรากฏ Pop-Up เพื่อยืนยัน เป็นอันเริ่มต้นการแชร์เสียงชั่วคราวแบบง่ายๆ

ทีนี้ก็ง่ายขึ้นแล้ว สำหรับใครที่ต้องการแบ่งปันโมเม้นดีๆ กับคนสนิท (เสมือนว่าหลุดเข้าไปในโลกที่มีแค่เราสอง สาม สี่ ห้า คน) ดีอย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมเอาไปลองใช้กันดูน้าาาาาา

นิ้วสั้น ก็เปิด Control center ไอโฟนได้ง่ายๆ จ้าาา

0

Control center คือหน้าจอควบคุมที่สำคัญที่สุดของไอโฟน เรียกได้ว่าใช้ตลอดเวลา เพราะ Control center ทำหน้าที่จัดการเครื่อง ทั้งหมดไม่ว่าทั้ง Wifi, Bluetooth, Hotspot, Airplane mode, เพิ่มลดแสง เสียงแจ้งเตือน และ เสียง music

via GIPHY

สำคัญขนาดนี้ แต่บางคนกลับมีปัญหาการใช้งานไม่เหมือนไอโฟนรุ่นก่อนๆ เพราะ หลายๆคนที่ใช้ไอโฟน X ขึ้นไป (รวมถึง iPhone 11 ที่เพิ่งออกมา) ซึ่งไม่มีปุ่มโฮม อาจรู้สึกไม่คุ้นชิน รวมถึงมีปัญหานิ้วสั้น!!

บางทีนิ้วเราก็ไม่ได้สั้นหรอก แต่มือถือจอใหญ่อย่าง iPhone 11 Pro max ก็ใหญ่มากๆ การไม่สามารถยื่นนิ้วไปถึงมุมขวาบนของหน้าจอ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยๆ และ

บางคนที่ถนัดซ้ายขวาไม่เหมือนกัน อยากสลับฝั่ง Control center จากมุมขวาบนไปมุมซ้ายบน ตอนนี้แอดต้องขอบอกว่า ทำไม่ได้นะครับ!

ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า เรื่องง่ายๆแบบนี้ทำไม Apple ไม่ใส่เข้ามา แต่ไม่ต้องท้อใจไป เพราะ Apple ก็ได้ให้วิธีแก้ไขปัญหามาอย่างนึง นั่นก็คือ Reachability gesture

เราจะมาสามารถเลื่อนหน้าจอลงมาด้านล่างให้ใกล้นิ้วได้ง่ายๆ เพียงลากนิ้วลง (Swipe down) ที่ขอบด้านล่างของจอ ส่วนบนของจอจะเลื่อนลงมาทันที ทีนี้เราก็จะสามารถเปิด Control center ได้ง่าย

via GIPHY
โดยแรกๆอาจไม่ชิน แต่ถ้าฝึกสักนิดชีวิตสบายแน่นอนจ้า

หากอยากให้หน้าจอกลับเป็นปกติ ก็แค่ เลื่อนขึ้น (Swipe up) จากส่วนด้านล่างของจอ

การเปิดโหมด Reachability gesture ได้ง่ายๆ

  1. เปิด Settings
  2. Accessibility (การช่วยเหลือ & เข้าถึง)
  3. Touch
  4. เปิดออฟชั่น Reachability

ง่ายๆแค่นี้แหละครับ ใช้ไปให้ชิน ชีวิตดีแน่นอน ใครที่ชอบ Tips ดีๆแบบนี้ติดตามเพจเราไว้นะครับ จะได้อัพเดทกันเรื่อยๆ :):)
www.facebook.com/gadgeteerth

MITZ Traval Adapter เที่ยวต่างจังหวัดสบายใจ หมดปัญหาปลั๊กไม่พอ!!

0
MITZ Traval Adapter หัวต้ออุปกรณ์เสริม ชาร์จไฟเข้าโทรศัพท์ เพาเวอร์แบงค์ กล้อง ฯลฯ ได้ 5 อย่างพร้อมกัน เร็วและน้ำหนักเบากว่า หมดปัญหา ปลั๊กไม่พอ ปลั๊กพ่วงใหญ่เทอะทะ

ทุกวันนี้ นอกจากจะเสื้อผ้าสวยๆ ที่ต้องพับลงกระเป๋าเดินทางให้เรียบร้อยก่อนออกจากบ้าน อีกสิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้ คือสายชาร์จโทรศัพท์และหัวต่อ adapter!!! ยิ่งสมัยนี้ ที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำเป็นออกจะเยอะแสนเยอะ ไม่ว่าจะกล้องดิจิตอล แท็บเล็ต power bank โทรศัพท์(บางคนมีมากกว่า 1 เครื่อง) ฯลฯ ถ้าสมมุติลืมอย่างใดอย่างหนึ่งไป ความสนุกช่วงวันหยุดเหมือนจะพังพินาศในทันที

MITZ Traval Adapter หัวต้ออุปกรณ์เสริม ชาร์จไฟเข้าโทรศัพท์ เพาเวอร์แบงค์ กล้อง ฯลฯ ได้ 5 อย่างพร้อมกัน เร็วและน้ำหนักเบากว่า หมดปัญหา ปลั๊กไม่พอ ปลั๊กพ่วงใหญ่เทอะทะ

เช็คอุปกรณ์ ทุกอย่างครบ เริ่มต้นทริปเหมือนจะแฮปปี้ แต่ดันลืมคิดไปว่าห้องที่เไปพัก มีปลั๊กพอให้เสียบรึเปล่า นึกขึ้นมาได้ตอนไปถึงห้องพักเรียบร้อยแล้ว ต้องกระเบียดกระเสียดผลัดกันชาร์จ เอาให้พอไปต่อได้ในวันพรุ่งนี้ หัวเตียงบ้าง ปลายเท้าบ้าง ถอดปลั๊กตู้เย็น-โทรทัศน์ เพื่อเอาโทรศัพท์ไปชาร์จ แทนที่จะได้ดูพี่หมอเป้งกับน้องฉลามในคืนเย็นวันเสาร์ กลับต้องมานั่งมานั่งชาร์จไฟ 

MITZ Traval Adapter หัวต้ออุปกรณ์เสริม ชาร์จไฟเข้าโทรศัพท์ เพาเวอร์แบงค์ กล้อง ฯลฯ ได้ 5 อย่างพร้อมกัน เร็วและน้ำหนักเบากว่า หมดปัญหา ปลั๊กไม่พอ ปลั๊กพ่วงใหญ่เทอะทะ

มัวแต่มานั่งชาร์จแบตฯ ดึกๆ ไม่ยอมนอน ตื่นมาอีกทีก็ปาไปเกือบเที่ยง รีบอาบน้ำ แต่งหน้า เก็บของออกไปเที่ยวตามแผน สภาพดูไม่จืดเพราะนอนไม่พอ ที่สำคัญ!! ลืมหยิบโทรศัพท์กับกล้องออกมา วันทั้งวันไม่ต้องทำอะไร หมดไปกับการเข้าๆ ออกๆ ห้อง

MITZ Traval Adapter หัวต้ออุปกรณ์เสริม ชาร์จไฟเข้าโทรศัพท์ เพาเวอร์แบงค์ กล้อง ฯลฯ ได้ 5 อย่างพร้อมกัน เร็วและน้ำหนักเบากว่า หมดปัญหา ปลั๊กไม่พอ ปลั๊กพ่วงใหญ่เทอะทะ

ตอนเย็นเริ่มหมดความอดทนกับปลั๊กไม่พอ กลับห้องมาพร้อมปลั๊กพ่วงที่เพิ่งซื้อ ยอมลงทุนเพิ่มเพื่อให้ไม่เป็นเหมือนเมื่อวาน แต่ลืมนึกไปว่าเตรียม Adapter มาแค่อันสองอัน สุดท้ายก็ต้องวนอีหรอบเดิม 

MITZ Traval Adapter หัวต้ออุปกรณ์เสริม ชาร์จไฟเข้าโทรศัพท์ เพาเวอร์แบงค์ กล้อง ฯลฯ ได้ 5 อย่างพร้อมกัน เร็วและน้ำหนักเบากว่า หมดปัญหา ปลั๊กไม่พอ ปลั๊กพ่วงใหญ่เทอะทะ

หมดไปแล้วกับสามวันช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ถึงบ้านพร้อมความมึนๆ อึนๆ ถามว่าสนุกไหม…ก็พอได้อยู่ ดีมีเพื่อนๆ ไปด้วย แต่เหมือนไม่สุดยังไงไม่รู้ ถ้าต้องเสียเวลาขนาดนี้สู้อยู่บ้านซักผ้า ดูรักฉุดใจจะดีกว่า 

เทกระเป๋าออก เหลือบไปเห็นปลั๊กพ่วงก็เจ็บจี๊ดขึ้นสมอง เหมือนโดนดักกวาง แต่จะให้ปาทิ้งก็เสียของเปล่า เอามาใช้เสียบที่บ้านแทน คราวหน้ากะว่าจะพกไปด้วย แต่ปรากฏว่า เสียบไม่พอจร้าาาาาา จาก 4 ช่อง พอใช้จริงๆ เหลือแค่ 2-3 

MITZ Traval Adapter หัวต้ออุปกรณ์เสริม ชาร์จไฟเข้าโทรศัพท์ เพาเวอร์แบงค์ กล้อง ฯลฯ ได้ 5 อย่างพร้อมกัน เร็วและน้ำหนักเบากว่า หมดปัญหา ปลั๊กไม่พอ ปลั๊กพ่วงใหญ่เทอะทะ

สุดท้ายประชดชีวิต ไลน์บอกเพื่อนว่าทริปต่อไป ตรูมีชุดเดียวไม่ต้องชวนถ่ายรูป ที่เหลือจะขนปลั๊กกับ Adapter ไป เปิดเป็นโรงงานอุปกรณ์ไฟฟ้าเคลื่อนที่ ใครต้องการอะไรมาเอาได้ บริการให้เช่าชั่วโมงละร้อย!!

MITZ Traval Adapter หัวต้ออุปกรณ์เสริม ชาร์จไฟเข้าโทรศัพท์ เพาเวอร์แบงค์ กล้อง ฯลฯ ได้ 5 อย่างพร้อมกัน เร็วและน้ำหนักเบากว่า หมดปัญหา ปลั๊กไม่พอ ปลั๊กพ่วงใหญ่เทอะทะ

ปัญหาแบบนี้จะหมดไป ถ้าเพื่อนๆรู้จัก MITZ Traval Adapter ซึ่งจะมาช่วยให้การเดินทางทุกทริปของเพื่อนๆ สะดวกสบาย แบบไม่ต้องง้อปลั๊กพ่วงหือต้องการปลั๊กเพิ่ม

MITZ Traval Adapter หัวต้ออุปกรณ์เสริม ชาร์จไฟเข้าโทรศัพท์ เพาเวอร์แบงค์ กล้อง ฯลฯ ได้ 5 อย่างพร้อมกัน เร็วและน้ำหนักเบากว่า หมดปัญหา ปลั๊กไม่พอ ปลั๊กพ่วงใหญ่เทอะทะ

อันเดียวจบ ดีไซน์หรู น้ำหนักเบ๊าเบา มีช่องเสียบ 5 ช่อง!!! แทนปลั๊กพ่วงได้สบายๆ ไม่ต้องพกให้ใหญ่เทอะทะเปลืองเนื้อที่กระเป๋า

MITZ Traval Adapter หัวต้ออุปกรณ์เสริม ชาร์จไฟเข้าโทรศัพท์ เพาเวอร์แบงค์ กล้อง ฯลฯ ได้ 5 อย่างพร้อมกัน เร็วและน้ำหนักเบากว่า หมดปัญหา ปลั๊กไม่พอ ปลั๊กพ่วงใหญ่เทอะทะ

มาพร้อมสายยาว 1.5 เมตร ให้เพื่อนๆ ลากย้ายได้ง่ายๆ มารวมกันในที่เดียว ไม่ต้องกระจายกันจนเผลอลืมของไว้

MITZ Traval Adapter หัวต้ออุปกรณ์เสริม ชาร์จไฟเข้าโทรศัพท์ เพาเวอร์แบงค์ กล้อง ฯลฯ ได้ 5 อย่างพร้อมกัน เร็วและน้ำหนักเบากว่า หมดปัญหา ปลั๊กไม่พอ ปลั๊กพ่วงใหญ่เทอะทะ

เป็นปลั๊กพ่วงและ adapter ในตัวเดียวเดียว ชาร์จง่ายเป็นระเบียบ ลดปัญหาหัวเสียบบังรู 

MITZ Traval Adapter หัวต้ออุปกรณ์เสริม ชาร์จไฟเข้าโทรศัพท์ เพาเวอร์แบงค์ กล้อง ฯลฯ ได้ 5 อย่างพร้อมกัน เร็วและน้ำหนักเบากว่า หมดปัญหา ปลั๊กไม่พอ ปลั๊กพ่วงใหญ่เทอะทะ

เอาไปชาร์จในร้านกาแฟหรือที่ทำงานก็ได้ชิวๆ ไม่ต้องขอให้คนข้างๆ ถอดออก 

MITZ Traval Adapter หัวต้ออุปกรณ์เสริม ชาร์จไฟเข้าโทรศัพท์ เพาเวอร์แบงค์ กล้อง ฯลฯ ได้ 5 อย่างพร้อมกัน เร็วและน้ำหนักเบากว่า หมดปัญหา ปลั๊กไม่พอ ปลั๊กพ่วงใหญ่เทอะทะ

ประหยัดเวลา ชาร์จไวกว่าอุปกรณ์(ไอโฟน)ที่แถมมาถึง 2 เท่า

MITZ Traval Adapter หัวต้ออุปกรณ์เสริม ชาร์จไฟเข้าโทรศัพท์ เพาเวอร์แบงค์ กล้อง ฯลฯ ได้ 5 อย่างพร้อมกัน เร็วและน้ำหนักเบากว่า หมดปัญหา ปลั๊กไม่พอ ปลั๊กพ่วงใหญ่เทอะทะ

การันตีคุณภาพด้วยคะแนนรีวิวระดับ 5 ดาว ราคาเพียง 990 บาทเท่านั้น!!

สั่งซื้อและตรวสอบรายละเอียดได้ที่ : https://www.mitz.xyz/products/mitz-travel-adapter